home register readnews weblink forum contact
homeindex tooyhelp clipvdo tooyghost colum

            
          


อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ฉายา คนตาทิพย์ ดูดวงให้ท่านตลอดปี 2560


คลิปวิดีโอ - คนตาทิพย์ ตุ้ย เอ็กซเรย์ ได้ทำนายไว้ว่า
บารัก โอบาม่า จะได้เป็น ประธานาธิบดี 2 สมัย
บอล กับ นาตาลี เป็นแค่เพื่อน เตรียมนับถอยหลัง

  สารบัญเว็บลิงค์
มุมสมุนไพร

AlternativeComplete.com แหล่งรวมความรู้สมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค

herblpg.com :: ลำปางรักษ์สมุนไพร

samunpai.com สมุนไพรดอทคอม จุดหยุดเพื่อสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก


  สถิติเว็บไซต์


หน้าแรก » คนตาทิพย์ทะลุมิติ เรียบเรียงโดย ณัชพล เทพนิมิต » ตอนที่ 6 : แอบอนุญาตพลทหารไปเยี่ยมภรรยาพิมพ์ข่าว  ส่งข่าวนี้ให้เพื่อน

"ตอนที่ 6 : แอบอนุญาตพลทหารไปเยี่ยมภรรยา "
ตอนที่ 6 : แอบอนุญาตพลทหารไปเยี่ยมภรรยา

        **วันนี้ ผู้เขียนจะไปคุยกับ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ในช่วงที่ยังรับราชการทหารว่า จะมีเรื่องอะไรที่น่าทึ่งน่าอัศจรรย์ใจบ้าง ?**
        อ.ตุ้ย กล่าวว่า ในช่วงที่ผมรับราชการทหารม้าอยู่นั้น ก็ถือว่ามีเรื่องแปลกๆ  และน่าอัศจรรย์ใจอยู่มากพอสมควร แต่สำหรับวันนี้ ผมจะขอเล่าเรื่องเบาๆ ก็แล้วกันนะครับ ผู้เขียนพยักหน้าทันที นึกอยู่ในใจ จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ เพราะเรื่องที่ อ.ตุ้ย เล่ามาทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจแทบทั้งสิ้น

        อ.ตุ้ย กล่าวต่อไปว่า ช่วงนั้น ผมรับราชการอยู่ที่ กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ที่แยกเกียกกาย กรุงเทพฯ ยศของผมขณะนั้นจำได้ว่าเพียงแค่ “สิบเอก” ผมเรียนหลักสูตรนายสิบเร่งรัด 1  ปีจบ รุ่นที่ผมเรียนตอนนั้น จะมี รุ่นที่ 1 ถึง รุ่นที่ 3 เขาเรียกว่า “รุ่นสงครามเวียดนามยุติ” กำลังพลจึงขาดแคลน ช่วงนั้น ผมเรียน รุ่นที่ 2 ปีในปี 2516 และมาจบเมื่อปี 2517 พอจบมา ก็มีอายุได้แค่ 17 ปีกว่าๆ เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังเด็กมาก ยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย ตอนจบใหม่ๆ ผมถูกส่งตัวไปประจำอยู่ที่ จังหวัดกาญจนบุรี ถูกส่งไปทำงานตามแนวเขตชายแดนไทย-พม่า
        ช่วงนั้นท่าน “พ.ท.มนูญ รูปขจร” (ยศขณะนั้น) ท่านเป็นผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ซึ่งท่านมีความผูกพันและเคารพรักกับน้าเขยของผมคือ  “พลโทประหยัด รอดโพธิ์ทอง” โดยท่าน พลโทประหยัด รอดโพธิ์ทอง ได้ฝากฝังตัวผมเอาไว้กับท่าน "พ.ท.มนูญ รูปขจร" ในฐานะที่ตัวผมเป็นหลานของท่าน พลโทประหยัด ซึ่งช่วงนั้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อนผมตายกันมาก น้าเขยของผม จึงอยากให้ผมย้ายลงมาที่ กรุงเทพฯ แต่ตัวผมเองกลับไม่อยากจะย้ายลงมา เพราะผมกำลังสนุกกับเพื่อนๆ ของผมที่นั่น

        ในเรื่องระบบงานของผมที่ จังหวัดกาญจนบุรี ก็เป็นแบบสบายๆ ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร ถ้าจะถามผมว่า “กลัวบ้างไหม” ให้ตอบตรงๆ ก็ต้องบอกว่า “กลัวเหมือนกัน” เพราะทำงานตามบริเวณชายแดน มันมีเสียงยิงกันตูมตามทุกวัน แต่บังเอิญผมมีญาณวิเศษ เป็นคน “ตาทิพย์” มาตั้งแต่เด็กเกิดไงครับ ผมเลยต้องเช็คภาพของตัวเองดูอยู่บ่อยๆ ปรากฏว่า ภาพผมไม่ดำ เมื่อภาพไม่ดำ ก็แสดงว่าไม่ตายแน่ๆ ข้อนี้ จึงเป็นข้อได้เปรียบของผมไงครับ

        ในที่สุด พ.ท.มนูญ รูปขจร ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ชื่อและยศในขณะนั้น) ได้ติดต่อผ่านทางสายบังคับบัญชา ให้ผมมาช่วยราชการจาก พล 9 จังหวัดกาญจนบุรี มาที่ ม. พัน 4 กรมของท่านที่ย่านเกียกกาย จำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. 2518 ช่วงนั้น ผมเข้ามาที่กรุงเทพฯ แบบไม่เต็มใจสักเท่าไร แต่ก็ต้องเข้ามาตามคำสั่ง ก็เป็นความทรงจำที่ดีๆ หลายอย่าง
        เพราะที่นี่ เป็นหน่วยหลักในกรุงเทพฯ เป็นหน่วยเคลื่อนกำลังรบที่เร็ว มีรถถัง  ตอนที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ มีเหตุการณ์หลายอย่าง กองพันนี้ เป็นกองพันที่สนับสนุนในลักษณะของฝ่ายรัฐบาล ในระหว่างนั้นผมได้ยศเป็น "สิบเอก" ผมอยู่ในส่วนของการปกครองทหาร ตอนนั้น ผมเข้าสิบเวร และมีเรื่องสนุกๆ เยอะ
        อ.ตุ้ย กล่าวต่อไปว่า ทุกวัน พลทหารที่ได้เวลา ต้องเข้าหลับนอนทุกคน เวลาตื่น ก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า  และหลังเสร็จภารกิจส่วนตัว จะต้องมาออกกำลังกาย ตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้น ก็รับประทานอาหารร่วมกัน พอถึงเวลา 08.00 น. ก็ต้องเคารพธงชาติ ขอเล่าข้ามตรงนี้เลยนะครับ พอมาถึงเวลา 19.00 น. วันนั้นผมเข้าสิบเวร ต้องดูแลพลทหารประมาณ 50 คน การดูแลก็จะดูแลทั้งวัน ตรงนี้ คือเวลาสำคัญ พอถึงเวลา 19.00 น. ผมต้องมีการเช็คชื่อกำลังพลทุกนายว่า ยังอยู่กันครบหรือไม่
        จากนั้น ก็จะมีการประชุมกัน สิบเวรก็จะมีการบอกกล่าวอะไรกับกำลังพล ตรงนี้ ก็แล้วแต่สิบเวรแต่ละคน เช่นสิบเวรได้รับคำสั่งจาก ผบ.ร้อย ผบ.พัน ให้อบรมทหารในวันนี้ อบรมเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องอะไร ก็จะเป็นแบบนี้ทุกวัน มีอยู่วันหนึ่ง ผมก็มารับหน้าที่สิบเวรตามปกติ ซึ่งเป็นช่วงตอนดึก ก็มีพลทหารคนหนึ่งชื่อ "พลทหารประจวบ" ได้เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับพูดว่า
 
        หมู่ครับ ผมขออนุญาตหมู่ไปข้างนอกหน่อยได้ไหมครับ การไปข้างนอก หมายถึงการออกไปนอกกรมกอง ตรงนั้น ผมไม่มีสิทธิอนุญาต เพราะมันเป็นเวลาราชการ แต่พลทหารคนนี้ เขาให้เหตุผลกับผมว่า ภรรยาของเขาตอนนี้ มาคลอดลูกอยู่ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และ เดินทางมาถึงโรงพยาบาลได้ 2-3 วันแล้ว  คาดว่าคงจะคลอดภายใน 1-2 วันนี้ ผมก็บอกกับ พลทหารประจวบว่า ตรงนี้ หมู่คงอนุญาตให้ไปไม่ได้หรอก เพราะต้องไปขออนุญาตกับนายทหารเวรเอาเอง ตอนนั้น นายทหารเวรก็คือ "ร้อยโทพุทธินาท พหลพลพยุหเสนา" เป็นบุตรชายของ "พระยาพหลพลพยุหเสนา" ร้อยโทพุทธินาท มีชื่อเล่นว่า “แมว” เป็นรุ่นพี่ของผม พี่แมวเขาเป็นคน “ตึงเป๊ะ” เป็นคนที่มีระเบียบวินัยมาก
        จนพลทหารทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ถ้าเป็น พี่แมว เข้าเวร จะไม่มีใครกล้าทำผิดกฎระเบียบเลย พอผมบอกกับ พลทหารประจวบ ให้ไปขออนุญาตกับนายทหารเวร พอรู้ว่านายทหารเวรคือ ร้อยโทพุทธินาท  เท่านั้น พลทหารประจวบ ก็ไม่กล้าไปขออนุญาตเลย พลทหารประจวบ บอกผมว่า เขาไม่กล้าไปขอ แต่กลับบอกกับผมว่า ผมขอลากับหมู่ก็แล้วกัน ผมจึงบอก พลทหารประจวบ ไปว่า หมู่จะให้ไปได้อย่างไร ถ้าไป หมู่ก็มีความผิดนะสิ  แต่เผอิญเป็นตัวผม ในที่สุด ผมจึงบอกกับ พลทหารประจวบ ไปว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะหาวิธีแก้เอาเอง แต่ก็ต้องวัดดวงกันนะ

        พลทหาประจวบ ถามผมว่า วัดดวงกันยังไงครับหมู่ ผมบอกว่า ผมจะเขียนกระดาษ 2 ใบ ใบหนึ่งเขียนว่า “ได้ไป” ส่วนอีกใบหนึ่ง เขียนว่า “ไม่ได้ไป” เพื่อให้  พลทหารประจวบ จับสลากเอา พลทหารประจวบ ตอบตกลงทันที ผมก็เขียนและก็ม้วนกระดาษทั้ง 2 ใบ ยื่นให้ พลทหารประจวบ จับสลาก  แต่ก่อนที่เขาจะจับสลาก  เขาก็ตั้งจิตอธิษฐานพร้อมกับยกมือพนม เหมือนมีความรู้สึกว่า ขอให้ตนจับได้ใบ "ได้ไป" แล้วเขาก็ลงมือจับ พอจับเสร็จ ผมก็บอกให้เขาเปิดออกดู ผลปรากฏว่า สลากใบนั้นเขียนคำว่า “ได้ไป” พลทหารประจวบ ดีใจมาก ถึงกับกระโดดตัวลอยทีเดียว  พร้อมกับพูดว่า "ผมได้ไปแล้ว-ผมได้ไปแล้ว" แต่มันเป็นความทุกข์ของผมสิครับ  อ.ตุ้ย เปรยกับผู้เขียนพร้อมกระซิบเบาๆ ว่า ความจริงสลากทั้ง 2 ใบ ผมเขียนว่า “ได้ไป” ทั้ง 2 ใบเลย เพราะผมเอ็กซเรย์ก่อนแล้วว่า ถ้าให้เขาได้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร ก็ปรากฏว่าเป็นภาพสีขาว เป็นภาพสว่าง ซึ่งหมายถึงจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนแน่ แต่ พลทหารประจวบ ไม่รู้เลยว่า ผมได้ทำสลากให้ได้ไปทั้ง 2 ใบนั่นเอง

       ผมบอกกับเขาไปว่า ไม่เป็นไร หมู่พูดคำไหนคำนั้น “ได้ไป” ก็คือ “ได้ไป” แต่อย่าไปตอนนี้นะ เพราะเพิ่งจะได้เวลาแค่ 16.00 น. ต้องรอให้มืดกว่านี้หน่อย รอให้กินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน ประมาณเวลาสัก 18.00 น. แล้วค่อยไป แต่ก็มีปัญหาที่ว่า เวลา 19.00 น. จะมีทหารเวรมาเช็ครายชื่อ แต่ผมเอ็กซเรย์แล้วเห็นเป็นภาพสว่าง ผมจึงกล้าอนุญาตให้เขาไปได้เลย
 
        แต่บริเวณตรงที่เขาจะเดินออกไป มันเป็นถนนเส้นทางตรง บางกระบือ แล้วมันมี กองรักษาการเล็ก ๆ ผมบอกให้เขาออกไปทางนั้น และ ตรงบริเวณนั้น ก็มีพลทหาร รปภ. เข้าเวรอยู่ ผมบอกกับพลทหาร รปภ. ที่เข้าเวรตรงนั้นว่า ให้ พลทหารประจวบ ออกไป ดูเขาทำหน้างงๆ คงคิดอยู่ในใจว่า ทำไมจึงให้ออกไปได้ แต่พลทหาร รปภ. ก็ต้องเชื่อผม เพราะผมมียศสูงกว่า พลทหาร รปภ. จึงไม่ได้มาตรวจสอบอะไร
        ผมต้องบอกกับ พลทหารประจวบ ว่า ยังไงคืนนี้ก็ต้องกลับมาให้ได้นะ และต้องกลับมาก่อนเที่ยงคืนอีกด้วย เขาก็ตอบว่า ครับ ครับ ตอนที่เขาตอบครับ ผมดูแล้วมันสว่าง พอเวลาใกล้ 19.00 น. ผมได้เรียกกำลังพลประมาณ 50 คน มาเช็คชื่อทั้งหมด แต่ผมก็รู้อยู่แล้วว่า พลทหารประจวบ ไม่อยู่ แต่คราวนี้ นายทหารเวรต้องมาตรวจกับผมด้วย และตรวจยอดทุกกองร้อย ตอนนั้น มีอยู่ 5 กองร้อยคือ กองร้อยบริการ กองร้อยรถถัง 1, กองร้อยรถถัง 2, กองร้อยรถถัง 3, และ กองร้อยลาดตระเวน พี่แมว ต้องไปดูทุกกองร้อย  แต่เขาจะต้องเริ่มต้นที่ กองร้อยบริการก่อน พอเวลา 19.00 น. เขาก็เดินเข้ามาที่ กองร้อยบริการ ซึ่งผมกำลังดูแลอยู่ แต่ผมคิดอยู่ในใจแล้วว่า จะตอบอย่างไร กับยอดที่ขาดหายไป 1 คน
        การนับจำนวน พลทหาร ต้องนับตั้งแต่หมายเลขที่ 1 พร้อมกับยกมือขึ้นด้วย และไล่กันไปเรื่อยๆ  จนครบ เป็นลักษณะอย่างนี้ทุกวัน และแล้ว พี่แมว กำลังเดินมา เดินมาจนใกล้จะถึง กองร้อยบริการ ของผมแล้ว ผมกำลังยืนอยู่ที่ชั้น 2 พี่แมว กำลังจะเดินขึ้นบันไดมาที่ผม ก็บังเอิญมีเสียงจาก ไมโครโฟน ดังลั่นว่า “ขอเชิญ ร้อยโทพุทธินาท พหลพลพยุหเสนา รับโทรศัพท์ที่ศูนย์ข่าวด้วยครับ” พอ พี่แมว ได้ยินดังนั้น ก็เดินหันหลังกลับทันที เพื่อจะไปรับโทรศัพท์ดังกล่าว แต่ พี่แมว ก่อนจะเดินกลับ ก็ยังหันหน้ามาสั่งผมว่า คุณตุ้ย คุณดูความเรียบร้อยให้ด้วยนะ ผมตอบไปว่า ครับพี่ และหลังจากที่ พี่แมว ไปรับโทรศัพท์แล้ว พี่แมว ก็ไม่กลับมาที่ กองร้อยบริการ อีกเลย แต่กลับเดินไปตรวจที่ กองร้อยรถถัง 1, กองร้อยรถถัง 2, กองร้อยรถถัง 3, และ  กองร้อยลาดตระเวน จนครบทุกกอง

        พอถึงเวลา 21.00 น. ผมก็ให้กำลังพลเข้านอน ก็จะเหลือแต่ พลทหารประจวบ อีก 1 คนที่ยังไม่กลับเข้ากรม แต่ผมก็มีความรู้สึกสบายๆ เพราะเอ็กซเรย์แล้ว ยังเห็นภาพสว่างอยู่ ซึ่งมีความหมายว่า จะไม่มีเรื่องอะไรให้เดือดร้อน
        ผมขอเล่าย้อนหลังไปสักนิดว่า ภรรยาของ พลทหารประจวบ ที่ไปคลอดลูกที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎ นั้น ผมได้บอกกับ พลทหารประจวบ ก่อนเดินออกจากประตูเพื่อไปพบภรรยาก่อนว่า ประจวบ คุณโชคดีนะ  ภรรยาจะคลอดลูกเป็นผู้หญิง และ คลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย ประจวบ ก็ทำท่างงๆ ตอบกลับมาว่า ครับหมู่ เขามีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด สุดท้าย ผมรอเขาจนกระทั่งได้เวลาประมาณ 23.00 น. ก็มองเห็น พลทหารประจวบ เดินกลับเข้ามายังกรม มีสีหน้าดีใจสดชื่น พร้อมกับบอกผมว่า ภรรยาของผม คงจะคลอดในวันพรุ่งนี้ครับ เพราะตอนนี้ มีน้ำเดินแล้ว แล้วเขาก็บอกอีกว่า หมู่ครับ ผมขอบคุณเป็นอย่างมากเลยนะครับ ที่อนุเคราะห์ให้ผมออกไปเยี่ยมภรรยาได้ในครั้งนี้ จากนั้น เขาก็ขอตัวไปอาบน้ำ และก็ขึ้นนอนทันที

        วันรุ่งขึ้นช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.00 น. ตอนนั้นผมออกเวรแล้ว ก็มีเสียงประกาศทางไมโครโฟนว่า “ขอเชิญ พลทหารประจวบ รับโทรศัพท์ที่ศูนย์ข่าวครับ” ต่อมาสักพัก พลทหารประจวบ ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาผมพร้อมกับพูดว่า หมู่ครับ หมู่ครับ ภรรยาผมคลอดแล้วครับ เป็นลูกสาวครับ แถมแข็งแรงอีกด้วยครับ ท่าทางของ พลทหารประจวบ มีสีหน้าที่ดีใจมากเป็นพิเศษ อาจารย์ตุ้ย เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนจะดีใจร่วมไปกับ พลทหารประจวบ อีกคน
        ไม่กี่เดือนต่อมา ทุกอย่างก็เป็นไปตามวัฏจักร พลทหารประจวบ ก็ถูกปลดประจำการในครั้งนั้น วันและเวลารู้สึกเพียงแค่เดี๋ยวเดียว ก็ผ่านไปนานถึง 10 ปี ตัวผมก็โดนย้ายไปประจำอยู่ที่ กรมหทารม้าที่ 5  จังหวัดสระบุรี เนื่องจาก พ.ท.มนูญ รูปขจร ซึ่งเป็นเลขาธิการรัฐประหารในช่วงนั้น แต่ไม่สำเร็จ ก็กลายเป็นกบฏไป เป็นปี 2524 ช่วงนั้น ผมไม่ได้ไปฝึก ไม่ได้ไปชายแดน ผมก็มีเวลามาก เดินทางกลับบ้านที่  กรุงเทพฯ บ่อยๆ  "ไปไป-มามา" แบบนี้เกือบทุกวัน เดินทางแค่ 1 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว เพราะผมไม่มีบ้านพักใน  กรมทหารม้าที่ 5 จังหวัดสระบุรี เลย และแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง ผมก็เจอ พลหทารประจวบ จนได้ เป็นการเจอกันบนรถ บ.ข.ส. พลทหารประจวบ พอเห็นหน้าผมก็ดีใจมาก เข้ามาทักผมทันที...

        แต่เจอกันคราวนี้ เป็นการเจอกันบนรถโดยสาร บ.ข.ส. เส้นทาง กรุงเทพฯ–ชัยภูมิ พลทหารประจวบ เดินเข้ามาทักผม หมู่ครับ หมู่ครับ จำผมได้ไหมครับ ตอนแรกผมก็ยังงงๆ ใบหน้าคลับคล้ายคลับคลา แต่ก็นึกได้ในบัดดล อ๋อ พลทหารประจวบ นั่นเอง ว่ายังไงล่ะ ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว
        พลทหารประจวบ ปากหวานใช่เล่น หมู่ครับ ตั้งแต่ผมถูกปลดประจำการออกมาแล้ว ผมคิดถึงหมู่มาตลอดเลยครับ ผมเล่าให้เมียและลูกฟังบ่อยๆ ว่า หมู่ที่ควบคุมพลทหารตอนที่ผมเป็นทหารเกณฑ์น่ะ เป็นคนใจดีมาก กล้าอนุญาตให้ออกมาเยี่ยมเมียได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์เลย นอกจากนายทหารเวรเท่านั้น แต่หมู่ก็ยังอนญาตให้ออกมาจนได้ ซึ่งถ้านายทหารเวรจับได้ หมู่ก็จะต้องมีความผิดด้วย
        ผมได้ยินอย่างนั้น ก็ได้แต่ยิ้มลูกเดียว นึกอยู่ในใจว่า ที่ผมกล้าอนุญาตให้ไป ก็เพราะผมมี วิชาตาทิพย์ ไงล่ะ ผมได้เอ็กซเรย์ตัวเองแล้วว่า ถ้าผมอนุญาตให้ พลทหารประจวบ ไปเยี่ยมเมียคราวนี้ ผมจะเดือดร้อนไหม ผลก็ปรากฏว่า เป็นภาพแสงสว่าง ซึ่งหมายความว่า ผมจะไม่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้
        หลังจากคุยสารทุกข์สุขดิบได้ครู่หนึ่ง พลทหารประจวบ ก็ตะโกนให้ลูกสาวของเขามาหา มานี่สิลูก พร้อมกับเรียกเมียให้เดินตามมาหลังรถ หลังจากแนะนำให้ สวัสดี และรู้จักกับผมแล้ว ลูกสาวของ พลทหารประจวบ มีอายุได้ประมาณ 10 ขวบ มีร่างกายแข็งแรง ตรงตามที่ผมเคยทายทักมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากนั้น เราสองคนก็คุยกันมาตลอดทาง จนกระทั่งรถวิ่งมาถึง สถานีขนส่งหมอชิต ก็เตรียมแยกย้ายกันไป
        และก่อนที่จะแยกทางกัน ผมได้มองสีหน้าและแววตาของ พลทหารประจวบ นับจากวันที่เข้ามาเป็นพลทหาร จนกระทั่งถึงวันที่ถูกปลด ผ่านมาถึงวันนี้นานนับ 10 ปีแล้ว ดูไม่แตกต่างกันเลย เพราะลึกๆ ในจิตใจของผม ผมรู้สึกมีความสุข ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเขาให้ออกไปเยี่ยมเมียที่โรงพยาบาลได้ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากนัก สีหน้าของ พลทหารประจวบ ก็บ่งบอกว่าดีใจ ที่ได้พบหน้าผมอีกครั้งหนึ่ง และยังมีความรู้สึกที่เคารพนับถือในตัวผม ไม่ได้เสื่อมคลายสักนิดเดียว
        ทุกวันนี้ ผมนึกถึงเรื่องนี้แล้วยังขำไม่หาย เพราะ พลทหารประจวบ ไม่รู้สักนิดเลยว่า สลากที่ตนเองยกมืออธิษฐาน ขอให้จับได้ใบที่เขียนว่า “ได้ไป” นั้น ที่แท้มันก็เขียนว่า “ได้ไป” ทั้ง 2 ใบ ไม่มีใบที่เขียนว่า  “ไม่ได้ไป” สักใบเลย

        **ผู้เขียนป้อนคำถามที่อยากถาม ถ้าอาจารย์เอ็กซเรย์แล้ว บังเอิญเห็นเป็นภาพสีเทาๆ หรือ ภาพเป็นสีดำ ซึ่งหมายถึงเป็นสิ่งไม่ดี หรืออาจได้รับความเดือดร้อน อาจารย์จะอนุญาตให้ พลทหารประจวบ ไปเยี่ยมเมียไหมครับ ?**      
        อ.ตุ้ย อมยิ้มเล็กน้อยเหมือนจะรู้ทันว่า ผู้เขียนกำลังทดสอบจิตใจของท่าน ตรงนี้ต้องขอบอกก่อนนะว่า เรื่องแค่นี้ หากได้รับความเดือดร้อนจริงๆ ก็คงไม่มาก มันคงไม่ได้มากมาย เต็มที่ ก็คงโดน พี่แมว หรือ ร้อยโทพุทธินาท พหลพลพยุหเสนา  ตำหนิว่า ปล่อยให้ไปได้อย่างไร แต่ผมรู้ว่า พี่แมว เป็นคนมีจิตเมตตาเช่นกัน อย่างมากก็คงให้ผมวิดพื้น หรืออาจให้ผมนั่งกระโดด เพราะ พี่แมว กับผม ก็รักใคร่เคารพกันพอสมควร เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ต่อมา ผมทราบว่า พี่แมว ได้ลาออกจากทหารไปแล้ว ตอนนั้น มียศเป็น พันตรี และ ได้ไปทำงานอยู่ที่ “องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก” มีความก้าวหน้าพอสมควร เรื่องนี้ก็คงจบลงแค่นี้ ซึ่งตามความคิดเห็นของผมนั้น  “ผู้บังคับบัญชา” ที่ดี ไม่ว่าจะอยู่ในระดับชั้นไหน ต้องปกครองลูกน้องอย่างมีเมตตาธรรม แล้วเราจะได้ใจจากลูกน้องทุกคน อ.ตุ้ย ให้ความคิดเห็นกับผู้เขียนก่อนที่จะลาจาก.

-ณัชพล เทพนิมิต-


โดย : คนตาทิพย์ทะลุมิติ 
วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เวลา 14:19:14 น.

คะแนน 5.00 จาก 5 คะแนน (3 ครั้ง)

activeshow mod ©
คนตาทิพย์, ตุ้ยเอ็กซเรย์, อ.ตุ้ย, นมสด, นมสดตุ้ย, นมสดตุ้ยเอ็กซเรย์, ตาทิพย์, เอ็กซเรย์, จักรินทร์, โกศัยดิลก, จักรินทร์โกศัยดิลก, ณัชพล, โรจน์ถาวร, สื่อมวลชน, สทช, เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ, ยื่นหนังสือ, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, เรื่องผีๆ, คนตาทิพย์ทะลุมิติ, สัมพัสวิญญาณ, สุดยอดไทยแลนด์, ปรึกษาปัญหา, กาแฟตุ้ย