อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
วิธีหนีนรก ตามแนว “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”
20-ตอน-เผชิญหน้ามือปืนฉายา แดงสามแปด

ตอน : เผชิญหน้ามือปืน ฉายา แดงสามแปด

       สัปดาห์นี้ ผู้เขียนอยากให้ อาจารย์ตุ้ย เอ็กซเรย์ เล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างไปทางบู๊ ค่อนข้างไปในทาง นักเลงหัวไม้ เพราะในช่วงวัยฉกรรจ์หรือในช่วงรับราชการทหารนั้น ผู้เขียนก็พอรู้ว่า อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ก็เป็นคนที่มีเพื่อนฝูงเยอะ คนเป็นทหารอย่าง อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ นั้น ย่อมถือว่าไม่ธรรมดา เพียงแต่อุปนิสัยจริงๆ ของ อ.ตุ้ย ค่อนไปในทางผู้ประสาน 10 ทิศเสียมากกว่า เรื่องนี้จะเป็นยังไง ติดตามได้เลยครับ

          อาจารย์ตุ้ย ทำท่าใช้สมองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยปากกับผู้เขียนว่า ผมนึกได้แล้วว่าจะเล่าเรื่องอะไรดี เป็นเรื่องของนักเลงคนดังคนหนึ่งในช่วงนั้น คงไม่ต้องบอกว่าเป็นนักเลงในย่านไหน แต่เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นที่ย่าน สยามสแควร์ เขามีฉายาว่า แดงสามแปดฉายานี้ ถ้าเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณสุภาพสตรีทั่วๆ ไป ก็คงไม่เข้าใจว่ามันหมายความถึงอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงพอจะรู้ได้ว่า คำว่าสามแปด ก็คือ จุดสามแปด (.38) เป็นขนาดของกระสุนปืนนั่นเอง เพราะฉะนั้น ฉายา แดงสามแปดก็หมายถึงคนชื่อ นายแดง ที่เป็นนักเลงโต และมักจะใช้อาวุธปืนประจำกายขนาดลูกกระสุน จุดสามแปด (.38) ในการสังหารคนนั่นเอง จนได้รับฉายาจากวงการนักเลงว่า แดงสามแปด

          เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ อาจารย์ตุ้ย หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบนิดหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ให้เราฟังว่า ผมมีเพื่อนของเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เขามีชื่อเล่นว่า โช๊คส่วนชื่อจริงนั้นผมจำไม่ได้เสียแล้ว เพื่อนคนนี้มีท่าทางแปลกๆ เสมอๆ คือเป็นคนทำงานหลายอาชีพ บางครั้งก็ทำงานประจำบริษัทเอกชน บางครั้งก็ทำงานรับจ้างทั่วไป แถมมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปเจอเขาบนรถเมล์ ก็ต้องตกใจ เพราะเขากำลังทำหน้าที่เก็บค่าโดยสาร เป็นกระเป๋ารถเมล์อีกต่างหาก พบกันอีกที เอ้า ! โช๊ค มาทำหน้าที่เป็น ผู้จัดการร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งซะแล้ว ความจริง โช๊ค เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน แต่เนื่องจากผมเป็นคนไม่ถือตัว พอใครมาคุยสนิทด้วย ก็จะนับเป็นเพื่อนเสมอภาคกันหมด เพราะเพื่อนเป็นคนพาเขามาให้รู้จัก และคุ้นเคยกันนับตั้งแต่นั้นมา

          อาจารย์ตุ้ย เล่าต่อไปว่า ผมเคยเอ็กซเรย์ตัวเขามาครั้งหนึ่ง เห็นเป็นภาพสีเทาๆ ไม่ค่อยสว่าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดดำมืด ซึ่งความหมายก็คือ เขาจะยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต อีกทั้งยังไม่เจริญรุ่งเรือง มองอีกที ก็เปรียบเสมือนว่า ชีวิตของ โช๊ค นั้น ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนกันไปเพื่อเอาตัวรอด ความคล่องตัวของ โช๊ค นั้น เพื่อความอยู่รอดของเขา ก็มักจะมีพฤติกรรมที่ชอบเกาะกลุ่มกับ ทหาร-ตำรวจ นั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าเขาต้องอาศัยคนมีสี เวลาไปไหน-มาไหนกับเพื่อนที่มีสี ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ รู้สึกว่า โช๊ค จะภูมิใจมากทีเดียว เพราะเมื่อใครเห็น ก็จะไม่มีใครกล้ามารังแกเขา เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ โช๊ค เป็นคนที่พูดเก่งคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นคนปากหวาน ไปที่ไหนใครได้คบ ก็มักจะเชื่อถือเขา บางครั้งก็ถึงกับเคลิ้มไปเลยทีเดียว

 

          **ระหว่าที่ผู้เขียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่าเรื่องราวของ อาจารย์ตุ้ย อยู่นั้น ผู้เขียนยังไม่ทราบเลยว่า คุณโช๊ค ที่กำลังพูดถึง มีอายุประมาณเท่าไร และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อาจารย์มียศอะไรแล้ว ?**

          อ๋อ อายุของ โช๊ค ก็คงประมาณ 30 กว่าๆ ส่วนช่วงนั้นผมยังมียศแค่ สิบเอก อยู่เลยครับ ทำงานประจำอยู่ที่ กรมทหารม้า ม. พัน 4 รักษาพระองค์ ย่านเกียกกาย ส่วน โช๊ค ก็ชอบมาหาผมที่ บ้านศรีย่าน ใกล้กับกรมทหารเช่นกัน ถ้าวันไหนตรงกับ วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ผมไม่ติดเวรที่กรมหรือมีธุระส่วนตัวที่ไหน ผมจะอยู่ที่บ้าน ซึ่ง โช๊ค ก็จะมาหาผมที่บ้าน ชักชวนออกไปกินเหล้ากัน เพราะบ้านของ โช๊ค ก็อยู่ย่านราชวัตร ใกล้กับบ้านของผมเช่นกัน

          จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ก่อนที่ผมจะเข้ามาเผชิญหน้ากับนักเลงโต ฉายา แดงสามแปด(แดง.38)  โช๊ค มาหาผมที่บ้านเหมือนเช่นเคย ลืมบอกไปว่า ทุกครั้งที่ โช๊ค มาชวนผมไปดื่มเหล้า ผมจะเป็นคนเลี้ยงเขามาโดยตลอด ยกเว้นแต่มีเพื่อนอีกคนชื่อ พจน์ มาร่วมด้วย ผมกับ พจน์ ก็จะผลัดกันเลี้ยง โช๊ค ทุกคราวไป แต่คราวนี้ โช๊ค มาแปลก พอ โช๊ค เหยียบถึงหน้าบ้านผม ตอนนั้นประมาณ 5 โมงเย็นเห็นจะได้ โช๊ค พูดกับผมทันทีว่า ตุ้ยๆ วันนี้ ตุ้ย ไม่ต้องจ่ายนะ ผมอาสาเป็นเจ้ามือเอง

     ผมคิดอยู่ในใจ วันนี้ต้องมีอะไรแปลกแน่ เพราะเขาพูดว่า ตุ้ย ไม่ต้องจ่ายนะ วันนี้กินกันให้เต็มที่ เขาจะเป็นผู้เลี้ยงเอง เราทั้งสองก็เลยเดินทางไปกินกันแถว สยามสแควร์ เป็นร้านอาหาร แต่ภายในนั้นมี อาบ อบ นวด แผนโบราณอยู่ด้วย ส่วนตัวผมและ โช๊ค ก็ไปนั่งอยู่มุมร้านอาหาร

          พอเหล้าผสมกับโซดา จิบเข้าคอได้แป๊ปเดียว โช๊ค ก็แนะนำตัวเองทันทีว่า ตอนนี้ ตนเองได้มาเป็นผู้จัดการที่ร้านอาหารแห่งนี้แล้ว สิ้นคำพูดของ โช๊ค ว่าเป็นผู้จัดการ ผมเอ็กซเรย์คำพูดของ โช๊ค ทันที ผลปรากฏว่า ภาพไม่สว่าง ภาพที่ออกมาเป็นสีเทาๆ  ผมรู้โดยทันทีว่า มีปัญหาแน่ ก็เลยอดถาม โช๊ค ไม่ได้ว่า มีอะไรหรือเปล่า แต่ โช๊ค ยืนยันว่าไม่มีอะไร จากนั้น เราก็นั่งดื่มกันสองคนต่อไป ดื่มอย่างเดียวจริงๆ

          พอดื่มกันไปได้สักระยะหนึ่ง ผมก็สังเกตได้ว่า โช๊ค ไม่ค่อยนั่งประจำที่เสียแล้ว ท่าทางลุกลี้ลุกลน ปล่อยให้ผมนั่งอยู่เพียงคนเดียว พอผมถาม โช๊ค ว่า ทำไมไม่เห็นนั่งคุยกันเลย โช๊ค ก็ตอบว่า ตนเองต้องคอยดูแลแขกในร้าน เพราะเป็นผู้จัดการแล้วนะ

          เวลาล่วงผ่านไปได้เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น โช๊ค ก็มีสีหน้าตื่นตระหนก วิ่งเข้ามาหาผมว่า ตุ้ย ! ตุ้ย !  แย่แล้วๆ  ผมก็ถาม โช๊ค ไปว่า มีอะไรหรือ  โช๊ค ตอบผมว่า ระวังตัวให้ดีนะ มันมีเรื่องแล้ว ผมเอ็กซเรย์ก่อนทันทีว่าภาพจะดำไหม ผลปรากฏว่า ภาพไม่ดำ เป็นอันใช้ได้ หมายความว่า ถึงยังไงก็ไม่ตาย ผมถามซ้ำ มันมีเรื่องอะไรกันแน่ โช๊ค ตอบว่า มีคนกำลังจะมาเอาเรื่องกับเขา ไว้เล่าทีหลัง

          ผมถามอีก เขาจะเอาเรื่องอะไรกับ โช๊ค แต่ โช๊ค พูดเพียงสั้นๆ ว่า คนๆ นี้มีชื่อว่า แดง เป็นตำรวจเก่า ฉายา แดงสามแปดเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง เล่าตอนนี้มันไม่ทันแล้ว ลืมบอกว่า โต๊ะของผมที่กำลังนั่งอยู่นั้น ตรงกันข้ามกับประตูใหญ่ที่มีคนเดิน เข้า-ออก พอดี สิ้นคำพูดของ โช๊ค เท่านั้น ประตูใหญ่ก็เปิดออกดังเอี๊ยด ผมเห็นร่างชายฉกรรจ์คนหนึ่ง อายุประมาณ 30 เศษๆ ก้าวเท้าเข้ามาภายในร้าน หน้าตาของเขาค่อนข้างดุ แต่งกายในชุดซาฟารีสีกรมท่า สายตาจ้องมองมายัง โช๊ค แบบเอาเรื่อง ช่วงนั้น ผมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้  แต่ก็อยู่ในลักษณะเตรียมพร้อม แต่อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนแรก ผมเห็นภาพสว่าง ก็รู้ในใจว่าคงไม่มีอะไรรุนแรง แต่คราวนี้ โช๊ค ไม่ได้นั่งตีคู่กับผมเหมือนเดิม โช๊ค กลับไปนั่งอยู่ด้านหลังของผม

          ชายฉกรรจ์ฉายา แดงสามแปด (แดง.38) เดินเข้ามาหาผมทันที เขาเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา เดินเข้ามาเรื่อยๆ สัญชาติญาณทหารยศ สิบเอก ของผมในขณะนั้น ไม่ยอมเสียเหลี่ยมเช่นกัน ผมเอามือล้วงเอวกำอาวุธปืน 11 ม.ม. ไว้แน่น ไม่ลืมที่จะเอานิ้วโป้งดึงลูกนกเตรียมพร้อม โดยมีเสื้อคลุมสีดำสวมทับไว้ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น

          แดงสามแปด เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม จากนั้น ผมก็ยืนขึ้น ผมรู้แล้วว่า สถานการณ์อย่างนี้ ต้องมีเรื่องแน่ๆ สายตาของ แดงสามแปด ที่มองผ่านผมไปยัง โช๊ค แบบเอาเรื่องนั้น ผมจึงต้องเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนว่า  ที่ผมมานั่งกินที่นี่ในวันนี้ ไม่ได้คิดจะมามีเรื่องกับใคร ส่วน โช๊ค นั้น เป็นเพื่อนของผม มีอะไรกันหรือเปล่า ถ้ามี พูดกันได้ แต่ แดงสามแปด (แดง.38) ก็ไม่ยอมเสียเหลี่ยมง่ายๆ ไม่ยอมเสียเหลี่ยมแบบนักเลงใหญ่ เขาไม่ยอมพูดสักคำ ไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น ได้แต่จ้องหน้า โช๊ค ที-จ้องหน้าผมที จ้องหน้า โช๊ค ที-จ้องหน้าผมที  สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ เหมือนจะบอกว่า กูไม่ยอมง่ายๆ นะโว้ยทั้งๆ ที่ตัวผมเอง ก็ยังไม่รู้สาเหตุว่า มันมีเรื่องอะไรกับ โช๊ค เลย แดงสามแปด ทำท่าหมือนจะล้วงอะไรสักอย่างจากกระเป๋า ผมเตรียมดึง 11 ม.ม. ที่ขึ้นไกรไว้ทันที.

 

                **ผู้เขียนอดถามไม่ได้ว่า ภาพที่ อาจารย์มองเห็นในตอนแรกนั้น เป็นภาพยังไงครับ ?**

          อาจารย์ตุ้ย กล่าวว่า ภาพที่ผมมองเห็นในตอนแรก เป็นภาพที่ แดงสามแปด เข้ามาถึงในร้านอาหาร ก็จะชักปืนยิงใส่ โช๊ค ทันที ไม่ได้มาเสียเวลาเดินจ้องหน้าจ้องตากับผมอย่างนี้ แต่ทุกอย่างมันพลิกได้ มันขึ้นอยู่กับบุญกุศลและดวงชะตาของแต่ละคนว่า จะเคยสร้างความดีหรือมีบุญกุศลมามากน้อยแค่ไหนเพียงไร เพราะฉะนั้น ที่ผมบอกว่า ผมเอามือล้วงปืน 11 ม.ม. พร้อมขึ้นไกรเตรียมพร้อมนั้น จึงโชคดีที่ผมไม่ต้องใช้ เพราะลึกๆ แล้ว ถึงแม้ผมจะอยู่ในช่วงวัยหนุ่ม เรียนการต่อสู้มา เรียนวิชาฆ่าคนมาในสายทหาร มียศแค่ สิบเอก ในตอนนั้น แต่เรื่องการต่อสู้  ผมก็ถือว่าพอตัว แต่ผมไม่อยากไปมีเรื่องกับใคร และ ถึงแม้ว่าในช่วงนั้น ผมจะยังไม่ได้สร้างความดีมากมาย หรือช่วยเหลือผู้คนตามคำสั่งสอนของ หลวงปู่หล้า-ตาทิพย์ ก็จริงอยู่  แต่ผมก็ไม่ได้สร้างกรรมชั่วเช่นกันครับ

          อาจารย์ตุ้ย เล่าต่อไปว่า ผมเริ่มพูดกับ แดงสามแปด ก่อน ผมสกัดตัวเขาทันที ผมเริ่มพูดกับเขาว่า ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครนะ แต่ โช๊ค คือเพื่อนผม ถ้าเพื่อนผมเป็นอะไร มันก็เหมือนตัวผมเช่นกัน ประโยคนี้ คือคำประกาศท้ารบเลยนะ  แดงสามแปด จ้องมองหน้าผมเขม็ง ผมใช้วิชาตาทิพย์ของผมให้เป็นประโยชน์ทันที ผมจัดการเอ็กซเรย์ความรู้สึกของ แดงสามแปด ผมอ่านใจเดี๋ยวนั้นเลยว่า อ่านใจว่า หลังจาก แดงสามแปด ฟังคำพูดของผมแล้ว เขาจะรู้สึกยังไง ผมได้เปรียบก็ตรงนี้แหล่ะครับ ผมวัดใจของเขาได้ อ๋อ ! ห้าสิบ-ห้าสิบ-ฟิฟตี้-ฟิฟตี้  ภาพมันออกมาเป็นสีเทาๆ ซึ่งหมายถึง ไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้ เป็นภาพกลาง ๆ

 

          **ในการอ่านใจของฝ่ายตรงข้ามนั้น อาจารย์ต้องกำหนดจิต หรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ ?**

         อาจารย์ตุ้ย กล่าวว่า ผมต้องทำจิตแบบปล่อยวางก่อน จากนั้น ก็จะกำหนดจิตขอดูภาพความรู้สึกในจิตใจของเขาอีกครั้งหนึ่ง แต่ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก มันไม่รู้สึกตัวหรอกว่าได้กำหนดอะไรไป มันเร็วมาก ทั้งนี้ มันขึ้นอยู่กับความชำนาญและประสบการณ์ หากจะเปรียบเทียบกับเมื่อตอนผมยังเป็นเด็กๆ กับตอนนี้ ที่ผมมีอายุกว่า 55 ปีแล้วนั้น ก็ต้องถือว่าต่างกันมากมายเช่นกัน เมื่อผมขอดูภาพ ภาพมันก็จะเกิดขึ้นทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสักนิดเดียว เหมือนเป็นเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง

          เมื่อตอนนั้นผมมองเห็นเป็นภาพสว่าง ก็หมายถึงจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อผมกับ แดงสามแปด ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จากคำพูดของผมที่ดูเหมือนเป็นการปกป้องเพื่อนคือ โช๊ค กิริยาที่ออกไปจากผม ดูเหมือนเขาจะพอใจ และระหว่างจ้องหน้ากันนั้น ผมอ่านใจเขาได้ว่า แดงสามแปด นึกคิดอยู่ในใจว่า ผมไม่น่าเป็นเพื่อนกับ โช๊ค เลย  น่าจะเป็นเพื่อนกับเขายังจะดีซะกว่า

          จากนั้น แดงสามแปด ก็เริ่มยิ้มกับผมน้อยๆ พอเป็นพิธี พอยิ้มเสร็จ ก็หันไปมองที่ โช๊ค อีกครั้ง แต่ใบหน้าเป็นคนละอย่างกับที่ยิ้มกับผม กล่าวคือ มอง โช๊ค ในลักษณะที่ว่า วันนี้มึงยังโชคดีนะ เดี๋ยวเจอกันวันหลังแน่ แต่พอหันหน้ามาหาผม แดงสามแปด ก็ยิ้มอีกครั้งพร้อมพยักหน้า เขาเอื้อมมือมาขอจับมือกับผมก่อน ผมไม่ปฏิเสธ แต่ระหว่างที่เราจับมือกัน เขาบีบมือผมน้อยๆ ผมก็บีบมือเขากลับไปเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้บีบแน่นจนหน้าเกลียดอะไร เป็นการบีบแบบกระชับเหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า เราเป็นมิตรต่อกันนะ แต่ไม่มีคำพูดจาก แดงสามแปด แม้สักคำหรือสักประโยคเดียวเช่นกัน

          มันแปลกตรงนี้ ทุกอย่างอ่านกันที่ใจ แต่ผมได้เปรียบกว่า เพราะผมมีญาณตาทิพย์ไงครับ ภาพดำ คือเหตุร้าย อาจถึงขั้นสาหัสหรือเสียชีวิต ภาพเทาๆ คือปานกลาง แต่ภาพขาวหรือภาพสว่าง ก็หมายถึงทุกอย่างจะปลอดภัย ก่อนจากกัน แดงสามแปด ยังหันหน้าไปมอง โช๊ค อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ เขามองยิ้ม ไม่เหมือนมองในคราวแรก พร้อมกับเดินถอยหลังออกไป แต่เพื่อนผมสิ ทำกริยาน่าเกลียดมากเลย อาจารย์กล่าวย้ำ

 

          **เอ๊ะ ! โช๊ค เขาทำกิริยาน่าเกลียดอะไรหรือครับ ?**

          อาจารย์ตุ้ย หัวเราะเหมือนคนอารมณ์ดี พร้อมกับกล่าวว่า จะไม่ให้มันน่าเกลียดยังไง ก็ดูออกเลยว่า เขากลัวจนยืนตัวสั่น มีท่าทางตื่นเต้น แถมยังคอยสะกิดผมตลอดเวลาว่า ใจเย็นๆ นะตุ้ย...ใจเย็น ๆ นะตุ้ย  ในระหว่างที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังผม เขาสะกิดผมอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไม่ให้บอกว่ามันน่าเกลียดได้อย่างไร โชคดีนะที่ แดงสามแปด ไม่เห็นชัด มิฉะนั้น ก็คงจะเสียฟอร์มกันทั้งคู่ อาจารย์ตุ้ย หัวเราะเบาๆ

          จากนั้น เมื่อได้เวลากลับบ้าน ผมกับ โช๊ค ก็เดินออกมาทางประตูใหญ่ พอเปิดประตูและก้าวเท้าออกมาเท่านั้น ก็ต้องแปลกใจ เพราะพวกของ แดงสามแปด ประมาณ 20 คน ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ประมาณ 10  คัน ต่างก็จ้องมาที่เราสองคน ที่กำลังจะเดินผ่านพวกเขาไป ผมถาม โช๊ค ไปว่า พวกนี้พวกของ แดงสามแปด ใช่หรือเปล่า โช๊ค ตอบว่า ใช่ เป็นพวกของเขาทั้งนั้นเลย

          ผมมองหน้า แดงสามแปด อีกครั้งหนึ่ง ก่อนลับสายตาไป เขาแสดงสีหน้ายิ้มเล็กน้อย ผมมาทราบประวัติของ แดงสามแปด ในภายหลังว่า เขาเป็นตำรวจเก่า เป็นตำรวจประจำ ส.น. ใน กรุงเทพฯ แต่คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่า ส.น. อะไร อาวุธประจำตัวของเขาก็คือ ปืนลูกโม่ .38 เขาโดนไล่ออกจากราชการตำรวจ เพราะไปทำร้าย ผู้บังคับบัญชา ถึงขั้นชกต่อย ชักปืนจะยิงอีกด้วย เพราะ แดงสามแปด เป็นคนอารมณ์ร้อน ผู้ใหญ่เห็นว่าเอาไว้ไม่อยู่แล้ว จึงปลดออกจากราชการตำรวจไป จากนั้น แดงสามแปด ก็หันมาเอาดีทางด้าน คุมร้านอาหาร คุมผับ คุมเธ็ค อยู่ในย่าน สยามสแควร์ ซึ่งในสมัยนั้น สถานบันเทิงประเภท อาบ อบ นวด ก็มีหลายแห่งในสถานที่ๆ กล่าวถึงนี้

          ผมถาม โช๊ค ไปว่า แล้ว แดงสามแปด มันมาเกี่ยวข้องอะไรกับ โช๊ค ล่ะ โช๊ค จึงเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้น ร้านอาหารที่เราสองคนไปนั่งกินเมื่อประกี้นี้ มี แดงสามแปด เป็นคนคุมในร้าน แต่เมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา โช๊ค มานั่งกินที่นี่กับเพื่อน ก็มีการคุยกับเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นผู้ชาย ถามว่ากิจการที่ร้านเป็นอย่างไรบ้าง ก็ได้รับคำตอบที่ไม่สู้ดีว่า ลูกค้าหนีหมด เพราะ แดงสามแปด ชอบพาพวกมานั่งกิน พอเมาได้ที่ก็ทำตาขวาง ทะเลาะกับลูกค้าบ่อยๆ จนแขกพากันหนีหมด โช๊ค ก็คงจะไปคุยเบ่งกับเจ้าของร้านว่า ตนเองเป็นทหาร มีพรรคพวกมากมาย มีอะไรเคลียร์ได้ แต่ที่จริงแล้ว โช๊ค ไม่ได้เป็นทหารสักนิด เจ้าของร้านหลงเชื่อ ก็เลยว่าจ้างให้ โช๊ค มาเป็นผู้จัดการร้านแทน ทำให้ แดงสามแปด ไม่พอใจ เพราะ แดงสามแปด จะออกไปในทางนักเลงนิดๆ  ไม่เอาใจลูกค้า จึงเหมือนเป็นการไล่ลูกค้าทางอ้อม แดงสามแปด ทำหน้าที่คุมร้าน และ รับเงินเป็นรายเดือนเพียงอย่างเดียว

          ในที่สุด เจ้าของร้านก็ไม่ให้ แดงสามแปด เข้ามาในร้านอีกต่อไป ทำให้ แดงสามแปด ขาดรายได้ ทั้งๆ ที่ก่อนจะให้ โช๊ค เข้ามาแทน แดงสามแปด นั้น เจ้าของร้านก็เกรงกลัวว่า แดงสามแปด จะมามีเรื่องกับ โช๊ค  เช่นกัน แต่ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า โช๊ค ก็คงคุยทับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เพราะเพื่อนเป็นคนมีสีเหมือนกัน มีทั้งที่เป็นทหารและตำรวจ ก็เลยคิดว่าจะคุ้มครองได้ ไม่มีใครกล้ายุ่งแน่

          แต่สุดท้าย ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ได้ผมเข้ามาปกป้องไว้ก่อน อาจารย์ตุ้ย เล่าไปหัวเราะไป เรื่องนี้ ก็คงเป็นอุทาหรณ์ได้ว่า การคิดจะรบกับนักเลงอันธพาลเพราะผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อฝ่ายตรงข้าม ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นนักเลง เป็นอันธพาล คุมร้านอาหาร คุมอาบอบนวด ถ้าไม่เจ๋งจริงก็คงไม่มีใครกล้าจ้าง จริงไหม

         

          อาจารย์ตุ้ย ยังวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า การที่ โช๊ค ได้เข้ามาดูแลในส่วนของร้านอาหาร ก็หมายถึง โช๊ค ได้เข้ามาสวมแทน แดงสามแปด (แดง.38) อยางเต็มตัวแล้ว ช่วงที่ผมกับ โช๊ค กำลังเดินทางกลับนั้น ผมเดินนำหน้า ส่วน โช๊ค เดินตามหลัง ถึงขนาด โช๊ค ต้องเดินเอาตัวติด ๆ ข้างหลังผมทีเดียว ช่วงนั้นประมาณ  3-4 ทุ่มแล้ว เราเห็น แดงสามแปด ยังนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์กับพวกเขาเต็มไปหมด พอ โช๊ค สบหน้ากับ แดงสามแปด อีกครั้งหนึ่งก่อนกลับ เขาก็ยังทำท่าตื่นตระหนกอีก โช๊ค ไม่รอช้า รีบให้ผมเรียกแท็กซี่ ผมต้องเตือนสติ โช๊ค ไปว่า ใจเย็นๆ หน่อยได้ไหม ส่วน แดงสามแปด ก็ยังจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังยิ้มให้กับผม พร้อมพยักหน้าให้ผมอีกด้วย 

          จากนั้น ผมก็ตะโกนบอกกับ แดงสามแปด ไปว่า กลับแล้วนะ แต่ แดงสามแปด นี่ฟอร์มสูงจริงๆ เขาไม่ยอมเอ่ยปากพูดสักคำ ได้แค่พยักหน้าเท่านั้น พวกของเขาประมาณ 20 คน ยังนั่งค่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์ต่อไป แถมยังเร่งเครื่องอยู่ตลอดเวลา ผลัดกันเร่งเหมือนเป็นการข่มขวัญศัตรูยังไงยังนั้น ผมต้องบอก โช๊ค ไปว่า ไม่เป็นอะไรหรอกน่า เชื่อผมสิ แต่ โช๊ค กลับย้อนถามผมว่า เดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนใจหรอก พอดีมีรถแท็กซี่วิ่งเข้ามาคันหนึ่งพอดี ผมจึงเรียกจอด โช๊ค รีบวิ่งไปเปิดประตูหลังพร้อมกระโดดเข้าไปในรถทันที ส่วนตัวผมเดินแบบนิ่ม ๆ เข้าไปนั่งส่วนหลังคู่กันกับ โช๊ค จากนั้น รถก็ออกไปโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างไร

          ผมชอบใจ แดงสามแปด อยู่อย่างหนึ่ง อาจารย์ตุ้ย หันมาถามผู้เขียนว่า รู้ไหมว่าผมชอบ แดงสามแปด เรื่องอะไร  ผู้ขียนส่ายหน้าเหมือนเดิม อาจารย์ตุ้ย เฉลยให้ฟังว่า ผมชอบ แดงสามแปด ตรงที่ เขาเป็นคนนิ่ง เขาเป็นคนสุขุม ผมมาคิดดูแบบไม่ได้เข้าข้างตัวเองว่า ถ้าวันนั้นไม่ใช่ตัวผม ก็คงเล๊ะตุ้มเป๊ะทั้งสองฝ่ายแน่ๆ แต่อย่าลืมนะ พวกเขามีมากกว่า ประมาณ 20 คนเห็นจะได้ แต่ที่ไม่มีเหตุร้าย ก็เพราะผมมีญาณตาทิพย์ ผมรู้ว่าจะชนะหรือแพ้ ผมเห็นภาพเป็นแสงสว่าง ก็รู้ทันทีว่า ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ประกอบกับผมมีศิลปะในการพูด ที่จะไม่ให้คนเกิดอาการไม่พอใจ หรือ คนเลือดร้อนทนไม่ได้ ตรงนี้ เป็นข้อได้เปรียบของผมตั้งแต่เด็กแล้วครับ.

 

ณัชพล เทพนิมิต

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 

 
ผู้ชม
วันนี้ 82
เมื่อวาน 220
ทั้งหมด 24,360,442
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 110
เมื่อวาน 260
ทั้งหมด 41,595,571

www.kontatiptv.com  © 2018 All rights reserved.

 
เว็บสำเร็จรูป
×