อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
วิธีหนีนรก ตามแนว “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”
14-ตอน-ช่วยหญิงกำลังจะแขวนคอตาย

ตอน : ช่วยหญิงกำลังจะแขวนคอตาย

อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ เริ่มต้นกับผู้เขียนว่า เรื่องที่ผมนำเสนอแต่ละเรื่อง แต่ละตอน แต่ละครั้งนั้น ท่านผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านมากๆ ด้วย เพราะทุกประโยค ทุกถ้อยคำ ทุกคำพูด ของผมนั้น ล้วนแต่เป็นเหตุและผลที่ผมได้ประสบมาในหลายกรณีย์ หลายบุคคล หลายช่วงเวลา

          บางครั้ง ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตหลายสิบปีมาแล้ว และบางครั้ง ก็เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง และขณะที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ ผมกำลังนึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเวลานั้น ผมเริ่มทำการ เอ็กซเรย์ แก่บุคคลต่างๆ ที่สนใจเข้ามาขอคำปรึกษากับผมแล้ว ซึ่งแต่ละวัน ก็จะมีบุคคลต่างๆ เข้ามาขอคำปรึกษาเป็นจำนวนมากพอสมควร

          วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งทำการ เอ็กซเรย์ กับบุคคลต่างๆ อยู่นั้น ทีมงานผู้ทำหน้าที่รับสายโทรศัพท์ในสำนักงาน ซึ่งเช่าบ้านอยู่ใน ซอยคลายกังวลถนนสุทธิสาร ตามที่ผมเคยเล่าในเรื่องอื่นไปแล้ว ทีมงานคนนั้น ก็คือพี่สาวแท้ๆ ของผม คุณพิมพ์วรัชญ์ โกศัยดิลกหรือพี่ตุ๋มของผมนั่นเอง พี่ตุ๋ม เดินมาบอกกับผมว่า ให้ไปรับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง เป็นเสียงสุภาพสตรี บอกว่ามีเรื่องเร่งด่วนมาก เป็นเรื่องสำคัญมาก บอกเขาไปว่า ให้รอ ตุ้ย ว่างก่อน ก็บอกรอไม่ได้ อยากจะคุยกับ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์มาก ผมได้ยินว่า มีเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมาก  ผมจึงเดินไปรับสายโทรศัพท์บนโต๊ะของ พี่ตุ๋ม ทันที

 

เสียงในโทรศัพท์ เป็นเสียงของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ฟังจากน้ำเสียงแล้ว น่าจะมีอายุไม่เกิน 40 ปี ระหว่างที่เธอถามว่า ใช่อาจารย์ตุ้ย เอ็กซเรย์ ใช่ไหม พอผมตอบว่า ใช่ เท่านั้นแหล่ะ  เธอปล่อยโฮ ร่ำไห้ทันที

เธอเรียกผมว่า พี่ตุ้ย  ! เธอบอกว่า เธอหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง เธอกำลังจะใช้เชือกผูกกับขื่อ และผูกเป็นบ่วง เธอกำลังจะคล้องคอของเธอ เพื่อแขวนคอตาย เธอพูดไป ก็ร่ำให้ไป ฟังงไม่ค่อยได้ศัทพ์ เพราะคนกำลังร้องไห้ พูดไปก็เคล้าเสียงสะอื้นไป

          พอผมรู้เช่นนั้น ผมต้องรีบเบรคเธอไว้ ขอร้องไม่ให้เธอทำอย่างนั้น  อธิบายให้เธอเข้าใจว่า การฆ่าตัวตายนั้น ในทาง พระพุทธศาสนา ถือว่าผู้ตายจะต้องรับกรรมหนัก มันไม่คุ้มกับการประชดชีวิตเช่นนั้น อีกประการหนึ่ง ผมต้องบอกกับเธอว่า เรื่องที่เล่าให้ฟังเมื่อประกี้นี้ ผมเห็นภาพสว่าง สว่างก็หมายถึงดี หมายถึงปัญหาที่คิดมาก จนถึงขั้นจะฆ่าตัวตายนั้น มันมีทางออก มันมีทางแก้ไข มันสามารถทำให้กลายเป็นดีได้ เธอบ่นแต่คำว่า ชีวิตหมดแล้ว-ชีวิตหมดแล้วเธอจะจากโลกนี้ไปแล้ว ผมบอกเธอไปว่า ให้ใจเย็นๆ ก่อน แล้วรู้จักผมได้อย่างไร รู้จักผมจากใคร เธอบอกว่า คนรู้จักกันชื่อ พี่สมชายเป็นคนแนะนำ และจดเบอร์ พี่ตุ้ย ให้เธอไว้ วางอยู่บนโต๊ะ

          เธอบอกว่า กำลังจะใช้เท้าถีบเก้าอี้ให้ล้ม เพื่อให้ตกจากเอ้าอี้ การแขวนคอก็จะสำเร็จ  แต่บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็น เบอร์โทรศัทพ์ ของ พี่ตุ้ย ที่พี่สมชายจดและวางอยู่บนโต๊ะ ผมก็ไม่รู้ว่า พี่สมชายคนที่พูดถึง เป็นใคร แล้วเป็นเพื่อนหรือเป็นญาติกับน้องคนนี้ทางฝ่ายไหน เธอบอกว่า พี่สมชาย ให้เธอโทรมาหา พี่ตุ้ย เพราะพี่สมชาย เคยมาให้ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ทำนาย-ทายทักมาก่อน จึงรู้ว่า อ.ตุ้ย คือของจริง ที่สามารถมองเองเห็น อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ได้อย่างเป็นจริงและถูกต้องที่สุด ผมได้แต่บอกให้เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ ทุกอย่างมีทางแก้ไข

          เธอได้แต่บอกว่า หมดแล้ว-หมดแล้วไม่รู้จะพึ่งใครได้แล้ว มันเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ผมบอกว่า  ใจเย็นๆ เรื่องทำลายชีวิต เรื่องการคิดฆ่าตัวตาย มันไม่ดีหรอก ก่อนที่ผมจะให้เธอเล่าเรื่องราวรายละเอียดที่กำลังมีปัญหาอยู่นั้น ผมต้องขออนุญาตกับลูกค้า รายที่กำลังนั่งโต๊ะคุยกับผมอยู่นั้น เธอเป็นสุภาพสตรีเช่นกัน เธอได้ยินคำพูดทุกคำที่ผมกำลังคุยทางโทรศัทพ์  เธอได้ยินเสียงทางโทรศัพท์แบบแว่วๆ เธอจึงรู้ว่า เสียงจากคนที่กำลังมีปัญหา และรู้ว่าเป็นคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย เธอจึงอนุญาตให้ผมพูดคุยกับคนทางโทรศัพท์ไปก่อน ผมต้องถามคนปลายทางไปว่า เธฮมีครอบครัวหรือยัง เธอจึงได้พรั่งพรูเล่าความจริงทีละอย่างสองอย่างว่า เธอกับสามีได้แยกทางกันไปนานหลายปีแล้ว มีลูกอยู่ 2 คน คนโตเป็นชาย อายุประมาณ 21 ปี คนเล็กเป็นหญิง อายุอ่อนกว่าพี่ชายเล็กน้อย น่าจะมีอายุประมาณ 19-20 ปี

          ที่เครียดเพราะคนโตก็ไปเสพ ยาเสพติด ส่วนคนเล็กก็หนีตามผู้ชายไป ทั้งสองคนยังเรียนไม่จบ แต่คำว่า พี่ชายคนโตติดยา พอพูดถึงตอนนี้ ผมเห็นภาพสว่างทันที สว่างก็แสดงว่าดี  ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ตัวเองคิด ยังแก้ปัญหาได้ ผมรู้ว่าภาพที่ผมมองเห็นนั้น มันหมายถึงแค่ กัญชา ไม่ใช่ยาเสพติดที่รุนแรงแบบ ยาบ้า หรือผงขาวเลย เพราะว่าภาพมันไม่ดำ ถ้าเป็นภาพสีดำ ก็หมายถึงภาพรุนแรงและอันตรายมาก

          เจ้าของเสียงโทรศัพท์พอได้ยินผมพูดเช่น ก็ย้อนถามผมว่า ภาพอะไรคะ เธอไม่เข้าใจว่า การเอ็กซเรย์ให้แก่ผู้ขอคำปรึกษากับผมนั้น ถ้าไม่เห็นภาพ ผมจะต้องวัดด้วยแสงสี แบบที่ผมเคยพูดเคยเล่ามาหลายครั้งแล้วว่า สีขาวหรือสว่าง หมายถึงดี สีเทาหรือสว่างแบบเทาๆ ก็หมายถึงปานกลาง แต่ถ้าเป็นภาพดำหรือสีดำ อันนี้หมายถึงผิดหวัง หรือต้องย่ำแย่อย่างงแน่นอน หรือถ้าเกี่ยวกับสุขภาพ ก็หมายถึงความตายทีเดียว

         

ผมถามถึงลูกสาวคนเล็กว่า เป็นไงบ้าง เธอร่ำไห้ตอบว่า ลูกคนเล็กก็ไปมีแฟน แล้วโดนนแฟนทิ้ง มาร้องห่มร้องไห้เสียใจ ไม่ยอมเรียนหนังสือ พูดอะไรก็ไม่เชื่อฟัง ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน ตัวเธอเองก็ยังมีหนี้สินอีกด้วย เล่ามาถึงตอนนี้ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์กล่าวว่า เพื่อให้สะดวกในการเล่าเรื่อง ขอสมมติสาวใหญ่วัยอายุไม่เกิน 40 ปีคนนี้ มีชื่อสมมติว่า คุณปราณีก็แล้วกันนะครับ

          คุณปราณี เล่าทางโทรศัพท์ต่อไปว่า ลูกชายคนโตคนนี้ นอกจากจะเสพยาเสพติดแล้ว ยังริเล่นการพนันงอมแงมอีกด้วย จึงไม่ยอมเรียนหนังสือ ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ในระดับ ปริญญาตรี มาหลายปีแล้วนะ น่าจะอยู่ระหว่าง ปี 2-3 นั่นแหล่ะ ทุกเรื่องที่ คุณปราณี เล่ามาให้ผมฟัง ผมเห็นภาพสว่างทุกเรื่อง จึงต้องพูดกับเธอไปว่า ตอนนี้ คุณปราณี อยู่ที่บ้านใช่ไหม สะดวกที่จะมาหาผมไม๊ ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่มีรถยนต์ใช้เลย ไปไหน-มาไหน ก็ยังต้องขึ้นเมล์บ้าง รถจักรยานยนต์รับจ้างบ้าง เรียกรถแท็กซี่บ้าง

          ทุกอย่าง คุณปราณี มีความรู้สึกว่า ล้วนประดังเข้ามาหมด ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนขยัน เปิดร้านทำผม รับเย็บจักรแก้เสื้อผ้าด้วย ทำงานชนิด ตัวเป็นเกลียว-หัวเป็นน็อตเธอทำงานอยู่คนเดียว เพื่อเลี้ยงครอบครัวคือลูกทั้งสอง และตอนหลังก็ชักจะเย็บจักรไม่ค่อยไหวแล้ว ก็เลยรับทำผมอย่างเดียว อย่างนี้แล้ว ยังมีปัญหาอีกมากมาย มาให้เธอต้องคิดมาก ซึ่งเธอคิดว่าเธอทนไม่ไหวแล้ว จึงคิดจะฆ่าตัวตาย ด้วยการแขวนคอนั่นเอง

 

          ในที่สุด เธอก็รับปากจะนั่งรถแท็กซี่มายังสำนักงานผม แต่ก็ติดขัดตรงที่ว่า ค่ารถแท็กซี่ของเธอไม่เพียงพอที่จะมายัง สำนักงาน ของผมที่ ถนนสุทธิสาร ผมต้องรับปากให้เธอนั่งแท็กซี่มาก่อน แล้วให้คนขับแท็กซี่มาเก็บสตางค์ที่นี่ ยินดีที่จะจ่ายให้เธอเอง เธอจึงจะมาได้

          แต่ผมลืมเล่าเรื่องสำคัญให้ฟังเรื่องหนึ่งก็คือ ในระหว่างที่ผมกำลังคุยกับ คุณปราณี ทางโทรศัพท์อยู่นั้น มันมีภาพเชิงซ้อนมาให้ผมได้เห็น คือ มันมีวิญญาณต่างๆ มายืนรายล้อม คุณปราณ๊  บริเวณบ้านของเธอ ซึ่งบ้านเธออยู่ที่ย่านฝั่งธนบุรี ในขณะที่ผมเห็นนั้น ผมกำลังยืนอยู่ใน สำนักงาน ของผมย่าน ถนนสุทธิสาร  ซอยคลายกังวล มันแปลกมาก ผมนึกทันที อ๋อ คงเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง คนโบราณจึงมักพูดกันว่า คนที่กำลังมีปัญหา แล้วคิดที่จะฆ่าตัวตายนั้น ถ้าคนๆ นั้นบังเอิญอยู่ในสถานที่ไม่ดี สถานที่เลวร้าย ก็จะมีวิญญาณที่ไม่ดี คอยยุยงส่งเสริม ดลใจให้เราฆ่าตัวตาย เพื่อไปอยู่ร่วมกันกับเขา โดยเฉพาะคนที่มีจิตใจอ่อนแอ และกำลังมีกรรมหนัก ก็จะฆ่าตัวตาย โดยที่ตัวเองก็ไม่ค่อยจะรู้ตัว ตอนที่รู้ตัว ก็คือตอนที่ตัวเองได้ตายไปแล้ว  กลายเป็นวิญฤญาณด้วยกันนั่นเอง แบบนี้เขาเรียกตายก่อนกำหนด หรือตายโดยที่ยังไม่หมดอายุไข  แต่ถ้าบังเอิญมีใครมาช่วยคนๆ นั้นให้รอดตายได้ บางทีก็มักจะได้ยินคนที่รอดตายพูดว่า  ตนเองทำอะไรไป-ไม่รู้สึกตัวเลย

          พอผมถาม คุณปราณีว่า มีความรู้สึกไหมว่า มีวิญญาณหรือสิ่งเล้นลับ มาชักชวนให้เราไปอยู่กับเขาด้วย มีไหม คุณปราณี ตอบว่า มี เพราะตอนที่กำลังจะนำเชือกเข้ามาคล้องคอนั้น  มันเหมือนมีใครมาช่วยประคองให้ค้องคอได้โดยสะดวก เรื่องนี้ ผมสัมผัสได้ว่า วิญญาณมันต้องการหาเพื่อน หาพวก ให้มาอยู่ด้วยกัน คือ ต้องให้ความตายมาพรากวิญญาณของเธอ เพื่อจะได้มีเพือนมาอยู่ด้วยกันนั่นเอง

          คุณปราณี บอกด้วยว่า มันคล้ายมีเสียงมาชักชวนเธอ ด้วยการบอกว่า เดี๋ยวก็สบายแล้ว-เดี๋ยวก็สบายแล้วโชคดีที่เธอรับปากว่าจะมาหาผม ผมเห็นภาพสว่างทันที ผมก็ให้เธอขึ้นรถแท็กซี่ ผมต้องนั่งรอเธอนานถึง 4 ชั่วโมง จึงได้เจอหน้ากัน ทันทีที่เธอลงจากรถแท็กซี่ ซึ่งกำลังจอดอยู่หน้าบ้าน พี่ตุ๋ม ก็จัดการเรื่องค่ารถแท็กซี่ทันที เพราะเธอบอกก่อนแล้วว่า เธอไม่มีค่ารถ ผมก็รับปากก่อนแล้วว่า เรื่องค่ารถไม่สำคัญ ให้มาทันทีก่อน แล้วจะจัดการจ่ายค่ารถให้

 

          ขณะที่ คุณปราณี กำลังเดินเข้ามาหาผม ผมสังเกตใบหน้าของเธอ เธอเป็นคนที่มี่หน้าตา-ผิวพรรณดีมาก คือมีลักษณะผิวขาว เป็นคนสะอาดสะอ้าน บังเอิญคิวของผู้ขอคำปรึกษากับผมก็หมดพอดี  ผมจึงมานั่งคุยกับ คุณปราณี ผมพูดกับ คุณปราณี ว่า ให้ใจเย็นๆ ไว้ก่อนนะ เรื่องลูกน่ะ เขาทั้ง 2 มีความรักต่อแม่เขามาก ทั้งลูกชายและลูกสาว รักแม่มากทั้ง 2 คน จึงขอให้ใจเย็นๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งด่วนไปคิดสั้น

          เรื่องยาเสพติดที่ลูกชายไปติด ก็ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด ลูกชายไม่ได้ติดยาบ้า ยาไอซ์หรือยาอี เป็นแค่ลองเสพกัญชาเล่นๆ กับเพื่อนเท่านั้น เดี๋ยวก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวแล้ว ส่วนเรื่องลูกสาว เขาไม่ได้หนีไปไหนหรอก หลังจากอกหัก เธอก็ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนหญิงด้วยกันสักคืนสองคืน  เดี๋ยวก็กลับมาบ้านแล้ว หลังจากที่ผมคุยกับ คุณปราณี ได้สักครู่ อธิบายเรื่องราวของลูกทั้ง 2 ให้เธอฟัง จากนั้น ผมจึงบอกให้ คุณปราณี ทดลองโทรศัพท์กลับไปที่บ้านดูสิ ป่านนี้ลูกทั้ง 2 กลับมาที่บ้านหรือยัง ปรากฏว่า เสียงปลายทางคือ ลูกสาว เป็นผู้รับสาย พอทราบว่า คุณแม่  โทรมาก็ดีใจ สอบถามเป็นการใหญ่  สอบถามด้วยความตกใจว่า คุณแม่ เป็นอะไรหรือเปล่า แม่เป็นอะไรไหม ลูกสาวเธอบอกว่า มองเห็นเชือกเขวนคอยังคาอยู่บนขื่อ พร้อมเก้าอี้สำหรับยืนแขวนคอ ที่ยังวางอยู่ใกล้ๆ ก็ตกใจมาก โชคดีที่ยังได้ยินเสียงคุณแม่ จึงได้ถามว่าคุณแม่เป็นอะไรหรือเปล่า ถามด้วยความเป็นห่วงอย่างมาก

          คุณปราณี จึงได้อธิบายให้ลูกสาวฟังว่า ตอนนี้กำลังมาพบ พี่ตุ้ย เอ็กซเรย์เธอเรียกผมว่า พี่ตุ้ย โชคดีที่ยังมี  พี่ตุ้ย คอยปลอบประโลมไม่ให้คิดสั้น มิฉะนั้น แม่ก็อาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็ได้ พอ คุณปราณี พูดถึงตอนนี้ ผมจึงขอพูดสายกับลูกสาวทันที คุณปราณี ก็ยื่นสายให้

          ผมเรียกลูกสาว คุณปราณี ว่า น้อง ผมบอก น้อง ! ฟังให้ดีนะ ตอนนี้ คุณแม่ มาหาพี่ที่สำนักงาน ตั้งอยู่ในย่าน  ถนนสุทธิสาร แม่มีความไม่สบายใจเกี่ยวกับลูกๆ แต่พี่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก อย่าได้วิตกกังวลมากไป ลืมเล่าให้ฟังว่า ลูกชายก็กลับมาบ้านแล้ว จึงมีเสียงทั้งลูกสาวและลูกชาย แสดงอาการเป็นห่วงแม่มากๆ ถามว่า คุณแม่ ของเขาเป็นอะไรหรือเปล่า  ผมตอบว่าไม่ได้เป็นอะไร ผมต้องอธิบายให้ลูกทั้ง 2 คนฟังว่า คุณแม่ เกิดความน้อยใจต่อลูกทั้ง 2 มาก จึงจะคิดสั้น ต่อไปอย่าได้สร้างความหนักใจให้กับ คุณแม่ อีก เรื่องที่ไม่ดีก็ปล่อยให้มันผ่านไป อย่านำมาทำให้ คุณแม่ ต้องเสียใจต้องหนักใจ ผมบอกกับลูกชาย คุณปราณี ไปว่า คบเพื่อนเนี่ย ให้ดูดีๆ ก็แล้วกัน เรื่องยาเสพติดอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เรื่องบุหรี่ยังไม่เป็นไร แต่กัญชาต่อไปอย่าไปลองมันเลย เพราะมันอาจทำให้เราไปทดลองในสิ่งที่มันรุนแรงมากขึ้น ลูกชายก็ตอบว่า ครับ ครับ

 

          ความรู้สึกของผม ลูกทั้งสองของเขา รักแม่ของเขานะ ผมพูดเพื่อเตือนสติเขา แต่น้ำเสียงงของผมรู้สึกแสดงความเป็นห่วงและหวังดีต่อตัวเขา เด็กทั้งสองก็รู้สึกตั้งใจฟังผมพูดนะ เน้นถามผมว่า พี่ๆ แม่หนูยังอยู่กับพี่หรือเปล่า ผมต้องตอบว่า ยังอยู่

          สุดท้าย ผมต้องสรุปให้ลูกๆ คุณปราณี ทั้งสองได้ทราบว่า เมื่อประมาณ 3-4 ชั่วโมงที่ผ่านมา เหตุการณ์ไม่ดีอาจจะเกิดขึ้น แล้วน้องจะเสียใจไปตลอดชีวิต ฝ่ายลูกสาวตอบว่า เนี่ยะ พอหนูกลับมาถึงบ้าน เห็นเชือกยังพันอยู่บนขื่อ เห็นเก้าอี้สำหรับยืนแขวนคอวางอยู่ใกล้ๆ หนูใจไม่ดีทันที คิดว่าแม่หนูจะเป็นอะไรหรือเปล่า ลูกสาว คุณปราณี พูดไป ร้องไห้ไป ผมต้องพูดปลอบต่อไปว่า ต่อไปนี้ เรื่องความรัก หนูจะคบเพื่อนคนไหน ดูให้ดีก็แล้วกัน มิฉะนั้น ก็อาจจะอกหักเป็นครั้งที่สองอีก เพราหนูอายุก็ยังไม่เยอะ น้องตอบว่า ค่ะ ค่ะ

          คุณปราณี แม่ของเธอ ก็นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหลั่งน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้น ผมต้องยื่นนผ้าเช็ดหน้าให้เธอเช็ดน้ำตา จากนั้น ผมจึงบอกไปที่ปลายสายว่า เดี๋ยวก็จะให้ คุณแม่ เดินทางงลับบ้านแล้ว น้องพูดทันทีว่า หนูขอคุยกับ คุณณแม่ ก่อนได้ไหม หนูขอคุยกับ คุณแม่ ก่อน ผมจึงยื่นโทรศัพท์ให้ คุณปราณี ได้คุยกับลูกทั้งสอง

          พอ คุณปราณี รับโทรศัพท์คืนจากผม ก็ร้องไห้อีก ฝ่ายโน้นก็ร้อง ฝ่ายนี้ก็ร้อง แม่ลูกร้องไห้ด้วยความตื้นตัน ที่ยังโชคดี มีคนรู้จักแนะนำให้ลองโทรศัพท์มาหาผมก่อน ทำให้ความตายไม่เกิดขึ้น ในชีวิตของผมนั้น ผมคิดว่า ผมได่ช่วยคนไม่ให้ฆ่าตัวตายมาหลายรายแล้วนะ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์กล่าวยืนยันกับผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนเองก็ยอมรับว่า เรื่องราวที่ อ.ตุ้ย เล่าถ่ายทอดผ่านผู้เขียนมานั้น ก็มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ตอนต้น ก็คิดจะฆ่าตัวตาย แต่พอ อ.ตุ้ย ได้เห็นภาพสว่าง เห็นภาพที่จะมีโอกาสฟื้นจากการล้มละลาย และเมื่อทำตามที่ อ.ตุ้ย แนะนำ สุดท้าย ก็ฟื้นได้สำเร็จแทบทุกราย ไม่ต้องฆ่าตัวตายเหมือนอย่างที่คิดในตอนแรก

         

          อ.ตุ้ย เล่าต่อไปว่า พอผมหันหน้าไปอีกที อ้าว ! พี่ตุ๋ม ก็ยืนร้องไห้เช่นกัน มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ใครเห็นภาพก็ต้องรู้สึกสะเทือนใจทุกคน ถ้าไม่ใช่คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง  โหดเหี้ยม อัมหิต ก็ต้องหลั่งน้ำตาทั้งนั้นแหล่ะ

          จากนั้น ลูกชาย ก็ขอพูดสายกับแม่บ้าง บอกว่า แม่ ! แม่ ! กลับบ้านเถอะ แม่รีบกลับบ้านเถอะนะ คุณปราณี ก็รับปากกับลูกทั้งสองว่าจะรีบกลับ แต่ขอคุยกับ พี่ตุ้ย เขาสักครู่ก่อน ลูกชาย ก็ถามแม่ว่า พี่เขาชื่ออะไรครับแม่ พี่ตุ้ย ไง เคยได้ยินหรือเปล่า พี่ตุ้ย เอ็กซเรย์ ฉายา คนตาทิพย์ไง ลูกชายสำทับก่อนวางหูโทรศัพท์ว่า แม่ รีบกลับบ้านเลยนะ แม่รีบกลับเลยนะ อย่าอยู่นานนักนะ แม่

          ผมมาคิดย้อนหลังดู ภาพขณะที่ คุณปราณี กำลังลงจากรถแท็กซี่ ภาพขณะที่ คุณปราณี กำลังก้าวเท้าเดินเข้ามายัง สำนักงาน ของผม กับภาพ ณ เวลานี้ มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน มันช่างแตกต่างกันอย่างมาก ตอนมาใหม่ๆ หรือเมื่อ 3-4 ชั่วโมงที่แล้ว คุณปราณี มีใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส ไม่ร่าเริง ไม่มีราศรีเลย แต่มา ณ เวลานี้ คุณปราณี มีใบหน้าที่สดใส มี ใบหน้าที่ร่าเริง มีราศรี กลายเป็นคนละคนไปเลย คนโบราณจึงมักพูดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่จิต ถ้าจิตสดใส ทุกอย่างก็ดูดี ถ้าจิตมัวหมอง ทุกอย่างก็ดูแย่ไปหมด

          แต่เรื่องของวิญญาณยังไม่จบนะ มันตล้ายๆ กับว่า พอมันทำไม่สำเร็จ ที่มันพยายามจะโน้มน้าวจิตใจ ดลจิตดลใจให้  คูณปราณี ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ เพราะ คุณปราณี ก็ยอมรับในตอนแรกแล้วว่า มีเสียงแว่วๆ ที่ข้างหูว่า เดี๋ยวก็สบายแล้ว-เดี๋ยวก็สบายแล้วเมื่อชักชวนให้คนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ มันเหมือนพลังที่มีอยู่ก็หมดพอดี สุดท้าย มันก็หนีหายไปเลย ผมสัมผัสได้ในตอนแรกๆ พอตอนหลัง ก็สัมผัสอะไรไม่ได้อีกเลย

          ผมบอกกับ คุณปราณี ว่า ต่อไปนี้ เรื่องลูกทั้ง 2 คนน่ะ จะดีขึ้น แล้วเรื่องอาชีพของ คุณปราณี จะทำอะไรจึงจะดี ก็ไม่พ้นอาชีพช่างแต่งผมที่ทำอยู่ในปัจจุบันนั่นแหล่ะ ถือว่าถูกกับโฉลกแล้ว แต่ ! ผมย้ำกับ คุณปราณี  ไปว่า แต่ต้องไม่ใช่สถานที่เดิมนะ คือ ปัจจุบัน คุณปราณี เป็นนเจ้าของร้านทำผม ผมบอกให้ไปหา สถานที่แห่งใหม่

 

          **เอ๊ะ ! อาจารย์เห็นภาพว่าร้านเก่าไม่ดีอย่างไรครับ อาจารย์จึงได้แนะนำให้ คุณปราณี ไปหาสถานที่เปิดร้านแห่งใหม่ แล้วต้องไปหาสถานที่บริเวณไหนจึงจะดีล่ะ ?**  

          ครับ อาจารย์ตุ้ย ตอบผู้เขียนทันทีว่า คือผมเห็นภาพสถานที่เดิมเป็นมุมอับ และเป็นภาพสีดำ สีดำก็หมายถึงไม่ดี อีกทั้งคนแถวนั้นสังคมก็ไม่ดีด้วย คุณปราณี จึงได้ย้อนถามผมว่า  แล้วถ้าไปเปิดแถวตลาดรังสิตล่ะ จะดีไหม พอพูดถึงตลาดรังสิต ผมเห็นภาพสว่างทันที ภาพสว่างก็หมายถึงดี คุณปราณี พูดต่อไปว่า เพื่อนของพี่หนูเขาอยู่แถวนั้น เขาชวนมาหลายครั้งแล้ว แต่หนูก็ยังไม่ติดสินใจสักที ผมบอกว่า ย้ายไปเลย เพราะภาพสว่างย่อมดีกว่าที่เดิมแน่นอน  สุดท้าย  สิ่งที่ผมจะต้องแนะนำทุกครั้งก็คือ บุญกุศลประจำตัว สำหรับ คุณปราณี จำได้ว่า ผมแนะนำให้เธอไปทำบุญสร้างกุศลเกี่ยวกับ คนตาบอด-หูหนวก กับ ให้ไปถ่ายชีวิตสัตว์ใหญ่ สัตว์ใหญ่ก็หมายถึงวัวควาย ให้ทำตามกำลังทรัพย์ เท่าไรก็ได้ ผมรู้ว่า คุณปราณี ไม่ได้ทานข้าวมาหลายวันแล้ว ก็เลยนำข้าวปลาอาหาร-ขนมนมเนย มาเลี้ยงคุณปราณี  จากนั้น ก็เรียกรถแท็กซี่ให้เธอกลับบ้าน พร้อมยัดเงินค่ารถอีก 300 บาท ให้คนขับแท็กซี่ พร้อมบอกให้ คุณปราณี อย่าลืมรับเงินทอนเมื่อถึงบ้าน

          ต่อมา คุณปราณี ได้โทรมาหาผม พร้อมกล่าวขอบคุณเรื่องราวที่ผ่านมา บอกด้วยว่า  ตนเองได้ย้ายมาเปิดร้านที่ ตลาดรังสิต แล้ว ถือว่ามีลูกค้ามากพอสมควร ดีกว่าที่เดิมที่อยู่ในย่านฝั่งธนเยอะเลย ส่วนลูกทั้ง 2 คน ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก  เรียกว่าไม่ค่อยดื้อแล้ว พูดอะไรก็รับฟังด้วยดี จึงโทรมาเพื่อขอขอบพระคุณ พี่ตุ้ยอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเป็นปลื้มสุดๆ เลยครับ ปลื้มที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มีโอกาสได้พบความสว่างอีกครั้งนั่นเอง.

 

-ณัชพล เทพนิมิต-

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 
ผู้ชม
วันนี้ 29
เมื่อวาน 90
ทั้งหมด 24,352,373
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 29
เมื่อวาน 90
ทั้งหมด 41,582,504

www.kontatiptv.com  © 2018 All rights reserved.

 
เว็บสำเร็จรูป
×