อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
วิธีหนีนรก ตามแนว “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”
19-ตอน-เฟื่อนฆ่าทวงหนี้ กลับใจบวชล้างบาป

ตอน : เพื่อนฆ่าทวงหนี้-กลับใจบวชล้างบาป

            ท่านผู้อ่านจะสังเกตุได้ว่า ระยะหลัง เรื่องที่ผมนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านผ่าน คุณณัชพล เทพนิมิต ในคอลัมน์นี้ มักจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานนับหลายสิบปี นั่นเป็นเพราะว่า ผมมีเหตุมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เด็ก หรือจะเรียกว่า มีเรื่องอัศจรรย์ใจเหล่านี้มาตั้งแต่เกิดก็คงไม่ผิด มีทั้งเรื่องที่ดีน่าจดจำ และเรื่องที่ไม่ดีเป็นอุธาหรณ์สอนใจ บางคนเมื่อตอนเป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่น มีพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ กลับสามารถกลับเนื้อกลับตัวกลายเป็นคนดีไปได้ก็มี ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ต้องขอแสดงความยินดี หรือขออนุโมทนากับเขาไปด้วยเช่นกัน เฉกเช่นเดียวกับเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้

 

            ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 42 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมมีอายุประมาณ 15-16 ปี อยู่ในระหว่างที่ผมกำลังจะเตรียมตัวสอบเข้าเรียน โรงเรียนนายสิบทหารบกดังที่ผมเคยเล่ามาหลายครั้งแล้วว่า บ้านผมอยู่แถว ศรีย่านจะมีตรอกอยู่ตรอกหนึ่งชื่อ ตรอกเจ๊กแยกออกกมาจาก ซอยร่วมจิตร

            ที่ตรอกเจ๊ก จะมีชาวจีนพักอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก สภาพแวดล้อมก็จะมีเรื่องที่ไม่ดีมากมาย อาทิ การพนัน ยาเสพติด ฯลฯ มีทั้งคนที่ตั้งใจทำมาหากิน หาเช้า-กินค่ำ ขณะเดียวกัน ก็มีทั้งคนที่ไม่สุจริต  ชอบเล่นการพนัน และ ค้ายาเสพติด พูดง่ายๆ ว่า ตรอกเจ๊ก จะมีทั้งคนดีและคนไม่ดี พักอาศัยเป็นเพื่อนบ้านกัน

            ส่วนตัวผมก็จะมีพรรคพวกเพื่อนฝูง คบกันเป็นก๊วนเช่นกัน เพื่อนก็มีทั้งอายุใกล้เคียงและมีอายุมากกว่า ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง สมมติชื่อของเขาว่า ชินก็แล้วกันครับ ชิน มีอายุใกล้เคียงกับผม คือมีอายุประมาณ 15-16 ปีเช่นเดียวกับผม ชิน มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ตัว ชิน เป็นคนที่สอง ยังไม่นับคุณพ่อ-คุณแม่อีก 2 ก็รวมทั้งสิ้นเป็น 5 คน

            นิสัยของ ชิน นั้นแปลกมาก เขาเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบวุ่นวายกับใคร แต่มีนิสัยชอบใช้ความรุนแรง เป็นคนอาฆาติมาดร้าย พูดจาตาขวาง เวลาจ้องหน้าใคร จะไม่หลบสายตาเลย เรื่องต่างๆ ที่ผมเคยเล่ามาในคอลัมน์นี้ ท่านผู้อ่านคงจะทราบดี กล่าวคือ ถ้าผมทำการเอ็กซเรย์ใคร ถ้าเป็นคนดี จะเห็นเป็นภาพสีขาว หรือ เป็นภาพแสงสว่าง ถ้าเป็นคนดีปานกลาง จะเห็นเป็นภาพสีเทาๆ และ ถ้าเป็นคนไม่ดี จะเห็นเป็นภาพสีดำๆ หรือเป็นภาพมืดๆ

            ในช่วงที่ผมกำลังคบกับ ชินอยู่นั้น ผมได้ทำการเอ็กซเรย์ตัวของเขาแล้ว แต่ ชิน ไม่รู้ตัว มันจะขึ้นเป็นภาพสี ขาว-เทา-ดำ ขาว-เทา-ดำ ขาว-เทา-ดำเป็นอยู่อย่างนี้สลับกันไป สลับกันมา สลับไปเรื่อยๆ หลายรอบ หลายครั้ง  เมื่อผมทำการเอ็กซเรย์ตัว ชินทุกครั้ง

 

            **ผู้เขียนอยากถาม อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์มานานแล้วแต่ก็ลืมทุกที คำว่าเห็นภาพ ขาว-เทา-ดำ  ขาว-เทา-ดำ” “ขาว-เทา-ดำ สลับกันไป มันหมายถึงเห็นภาพในลักษณะอย่างไร เห็นเป็นภาพตัวตนของบุคคลนั้นๆ อย่างเช่น เห็นภาพตัวตนของ ชิน เป็นรูปเป็นร่างเลย แต่มีลักษณะเป็นรูปร่าง  นายชินเป็นสีขาว  นายชินเป็นสีเทา นายชินเป็นสีดำ หรือหมายถึง เห็นเป็นแผ่นกระดาษเปล่าๆ คล้ายๆ เป็นกระดาษขนาด A4  แต่เป็นกระดาษเปล่าๆ แบบ กระดาษสีขาว กระดาษสีเทา กระดาษสีดำ มันเป็นภาพอย่างไรกันแน่ อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายตรงนี้ให้หน่อย เพื่อความกระจ่างครับ ?**

            อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ถามตรงนี้ เพื่อความเข้าใจของท่านผู้อ่านนะครับ ที่ผมบอกว่าเห็น ชิน ขึ้นภาพเป็น ขาว-เทา-ดำ ขาว-เทา-ดำ” “ขาว-เทา-ดำ สลับกันไปเรื่อยๆ นั้น ไม่ได้เห็นเป็นภาพตัวตนของ นายชินหรอกครับ ตามที่ผมเคยเล่ามาแล้วหลายครั้งว่า ผมจะมีจอส่วนตัวขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก ประมาณน้องๆ จอทีวีขนาด 14 นิ้ว มันไจะมีภาพคล้ายๆ กระดาษเปล่าขนาด A4 อยู่ภายในจอส่วนตัวนั้น แต่มีสีเป็น สีขาว-สีเทา-สีดำสลับกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เมื่อผมเห็นภาพ ชินเป็นภาพเช่นนี้แล้ว ผมรู้ทันทีเลยว่า  ชินจะต้องมีปัญหาในอนาคตแน่ๆ ประกอบกับผมได้สังเกตุตัว ชินมานานหลายปีแลัว เขาเป็นคนที่มีลักษณะชอบความรุนแรง เมื่อผมหวนระลึกย้อนกลับไปในสมัยเมื่อตอนเด็กๆ อายุสักประมาณ 5-6 ขวบ เพราะคบกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก เรียกว่าโตมาด้วยกัน

            ไม่ว่า ชินจะร่วมเล่นเป่ากบหนังยางกับใคร เล่นลูกหินลูกแก้วหรือเล่นอะไรกับใคร ก็แล้วแต่ ถ้าคนเล่นคนใดไปขัดใจเขา ชินจะกระโดดถีบ เข้าทำร้ายร่างกายคนๆ นั้นทันที อาจจะใช้มือฟาด ชกต่อย หรือเข้าเตะคนๆ นั้นจนได้รับบาดเจ็บ

            มีอยู่วันหนึ่ง ผมนี้แปลกใจมากเลย ผมเห็น ชินมีบาดแผลที่บริเวณแขน ไม่รู้ว่าเขาไปโดนมีดบาด หรือไปโดนอะไรมา ผมเห็นชิน ทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการ เอานิ้วมือไปขยี้ ไปกด ไปแยง ให้บาดแผลที่เดิมมีเพียงขนาดเล็กๆ เท่านั้น ให้ขยายใหญ่โตขึ้น จนเป็นแผลเหวอะหวะมีขนาดใหญ่โต พร้อมกับมีเลือดไหลออกมาอย่างมากมาย ปากของ ชิน ก็จะด่าว่า อยากเป็นแผลดีนัก-อยากเป็นแผลดีนักจนผมต้องตะโกนถาม ชิน ไปว่า ไปทำอะไรมาหรือ ทำไมต้องทำอย่างนี้ เลือดออกมาเยอะแยะแล้วรู้ไหม แต่ดูเหมือน ชิน จะสะใจเมื่อได้ทำเช่นนั้น ชิน ก็ยังคงทำต่อไป เขาฉีกมุมแผลให้กว้างใหญ่ขึ้น พร้อมกับขยี้ให้เลือดออกมามากยิ่งขึ้น เขาบอกว่า ไหนๆ ก็เป็นแผลแล้ว ให้มันเป็นให้  สาสม-สาแก่ใจไปเลย

            หลังการห้ามปรามของผมแล้ว ชิน มองหน้าผมแบบตาขวางๆ แต่ผมเอ็กซเรย์จ้องดวงตาของเขาแล้ว ผมรู้ว่า ชิน ยังมีความรักความเกรงใจผมอยู่ ลึกๆ แล้ว ชิน ยังคิดว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีของเขาคนหนึ่ง ที่เขาไว้วางใจผมได้ ผมได้ทำการเอ็กซเรย์ ชิน เป็นการล่วงหน้า ภาพที่ผมเห็นนั้น  ชินจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดอย่างแน่นอน แต่สมัยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วนั้น  ยาเสพติดประเภทยาบ้า ยังไม่มีขายนะ จะมีก็แต่ประเภท เฮโรอีน-กัญชา

 

            ต่อมา ผมก็มารู้ข่าวว่า ชิน ไปคบกับคนเสพยา และไปหมกมุ่นยุ่งเกี่ยวกับคนค้า  ยาเสพติดนิสัยของ ชิน คล้ายๆ กับผมอยู่อย่างก็คือ จะไม่ชอบไปคนกับคนที่มีอายุน้อยกว่า เขามักจะไปคบกับคนที่มีอายุมากกว่าเสมอๆ เหมือนผม หรือคบเพื่อนที่มีอายุไล่เลี่ยกันเป็นอย่างน้อย

            ขนาดคนแถวบ้านทั้งซอย รวมถึง ตรอกเจ๊ก ด้วย เขาร่ำลือและให้ฉายา ชินว่า หมาบ้า-เด็กอันตรายเพราะเด็กๆ หรือลูกหลานแถวนั้นทุกคน ล้วนเคยถูก ชิน ชกต่อย ทำร้ายร่างกายมาแล้วทั้งสิ้น  ขนาดเคยแจ้งความให้ตำรวจมาจัดการ แต่พอตำรวจมาเห็นหน้า ชิน ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเห็นยังเป็นเด็ก อายุยังน้อย ยังเป็นเยาวชนของชาติ ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องถอยทัพกลับไป ส่วนตัว ชิน ก็เหมือนคนได้ใจ จะเข้าทำร้ายใครก็ไม่รู้จักเกรงกลัว ถ้าเขารู้ว่าใครกำลังไม่พอใจ หรือแอนตี้ตัวเขาอยู่ "ชิน" จะตอบโต้อย่างรุนแรงทันที

 

            ตัวนาย ชินนับวันก็โตขึ้นทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของ ชิน ต้องเรียก ชินเข้ามาตักเตือนว่า  ตัวพ่อเองนั้น ก็ป่วยด้วยหลายโรค อาทิ ป่วยเป็น วัณโรค ป่วยเป็นโรคหัวใจ ฯลฯ คงมีอายุไม่ยืนนาน จึงอยากจะสั่งเสียลูกว่า โตขึ้น-ขอให้ลูกต้องเป็นคนดี อย่าเป็นคนเกเรหรือเป็นอันธพาลนะ เพราะคนแถวบ้านเขาเอือมระอาลูกกันหมดทุกคนแล้ว ชินฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า

            แต่แล้ว ชินกลับไปยุ่งเกี่ยวในสิ่งที่ผมเคยเห็นภาพมาก่อนจนได้ เขาไปคบกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่มีพฤติกรรมเสพยา และยังเป็น ผู้ค้ายาเสพติด อีกด้วย จนกระทั่ง

           

            มีอยู่วันหนึ่ง ชิน ก็ถูกเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นเรียกใช้งาน เขาใช้ให้ ชิน ไปส่งยาเสพติด ปรากฏว่า ชิน  ดำเนินการให้ตามที่เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นใช้งานทันที แรกๆ เพื่อนก็แบ่งเงินทองให้ ชิน ใช้ตามค่าจ้าง อย่างตรงไป-ตรงมา ชิน ก็ทำไปตามหน้าที่ ผลประโยชน์แลกกัน

            แต่มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากที่ ชิน ไปส่งยาเสพติดให้เพื่อนคนนั้นแล้ว พอไปขอรับเงินค่าจ้าง เพื่อนกับบอกว่า ไม่มี-ไม่ได้ ชิน ถามเพื่อนว่า เพระอะไร ทำไมไม่ได้ เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นตอบว่า เพราะตัวเขาก็ไม่ได้เงินเช่นกัน แต่ ชิน ไม่เชื่อคำพูดของเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น ชิน คิดว่า เขาจะต้องถูกโกง หรือ ถูกเบี้ยวค่าจ้างจากเพื่อนอย่างแน่นอน ชิน กลับมาตั้งหลักใหม่ที่บ้าน ต่อมา ชิน เก็บความอัดอั้นตันใจมามาถามผม ซึ่งผมเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เขาไว้วางใจมาก อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์เล่าให้ผู้เขียนฟังอย่างตั้งใจ

           

            อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ เล่าต่อไปว่า ชิน ไม่มีอะไรปิดบังผมสักนิด ชิน สารภาพกับผมว่า เขาไปรับจ้างทำงานให้เพื่อนรุ่นพี่คนนั้น นั่นก็คือ รับจ้างไปส่งยาเสพติดประเภท เฮโรอีน” (สมัยนั้นยังไม่มียาบ้า) เขาเคยไปส่งมาแล้วหลายครั้ง ก็ได้ค่าจ้างจากเพื่อนทุกครั้ง แต่คราวนี้ พอส่งยาเสร็จ ไปเอาเงินค่าจ้างกับเพื่อน  เพื่อนกลับบอกว่า ไม่ได้-ไม่มี  ชิน บอกว่า เขาต้องถูกเพื่อนคนนี้โกงอย่างแน่นอน ชิน  ไม่เชื่อเพื่อนรุ่นพี่คนนี้  เขาตั้งใจจะกลับไปทวงถามใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชิน จึงตั้งใจมาปรึกษากับผมว่า เขาจะได้เงินหรือเปล่า แต่ก็อดกล่าวทิ้งท้ายไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เงินคราวนี้ ตายลูกเดียว เขาจะฆ่าเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ทันที

            แต่พอสิ้นคำถามของ ชิน ผมกลับมองเห็นว่า ภาพครั้งแรกเป็นสีเทาๆ แต่พอ ชิน  พูดถึงชื่อเพื่อนรุ่นพี่คนนี้เป็นครั้งที่สอง ภาพออกมาเป็นสีดำ ผมบอกกับ ชิน ว่า ผมเห็นภาพไม่ค่อยดีเลยนะ จึงอยากจะเตือนเพื่อนว่า ทวงเงินได้หรือไม่ได้ ขอให้ทวงเพียงครั้งเดียวก็พอ อย่าไปทวงบ่อยๆ หรือทวงหลายครั้ง แต่ ชิน ไม่เชื่อผม ชิน บอกว่า ยังไงๆ เขาจะต้องทวงเงินให้ได้

 

            อ.ตุ้ย ขยายความต่อไปว่า คำว่าภาพดำนั้น ตอนที่ ชิน กำลังเล่าเรื่องเพื่อน ภาพยังเป็นสีเทาๆ สีเทาก็หมายถึงปานกลาง คือมีทั้งดีและไม่ดีในตัวของมันเอง แต่พอพูดถึงเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นอีกครั้ง ภาพออกมากลับเป็นสีดำทันที ดำก็คือไม่ดี แถมยังเป็นสีดำแบบเงาๆ หรือ ดำแบบสะท้องแสง ซึ่งดำแบบนี้ ผมเคยเล่าไปแล้ว มันหมายถึง ความตาย นั่นเอง

 

            **ผู้เขียนถามว่า ตอนนั้นทั้ง นายชิน และตัวอาจารย์ อายุประมาณ 15-16 ปีเท่านั้น แล้ว ชิน เคยรู้มาก่อนหรือไม่ว่า อาจารย์มีญาณตาทิพย์ สามารถมองเห็น อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ด้ มองเห็นได้ตั้งแต่เกิดแล้ว ชิน รู้บ้างไหม ?**

            อ.ตุ้ย หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ชิน ไม่รู้หรอกครับ เพราะตอนนั้นผมยังไม่เคยเปิดเผยตัวให้ใครรู้ ไม่เคยบอกใครว่าผมมีสิ่งนี้มาตั้งแต่เกิด ต่อมา แค่ข้ามวันเท่านั้น ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาดึกประมาณสัก 4-5 ทุ่ม เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว ที่กรุงเทพฯ คนยังไม่ได้มากมายขนาดนี้ จะเหยียบย่ำเดินทางไปที่

ไหน ก็เป็นสถานที่เปลี่ยวไปหมด บ้านเมืองยังไม่ค่อยเจริญ ชิน ไปเดินตามหาเพื่อนรุ่นพี่คนนี้จนเจอ ที่บริเวณกลาง ซอยร่วมจิตร

           

            ชิน เอ่ยปากทวงถามเงินที่ค้างไว้ทันที มันก็เป็นไปตามฟอร์ม เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นปฏิเสธว่า ไม่มี ไม่มีก็คือไม่มี ฟังไม่เข้าใจหรือ เท่านั้นเอง ชิน ชักเอาเหล็กขุดช๊าบที่เตรียมไว้แล้ว ออกมาจ้วงแทงเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นทันที เขาแทงไปทั่วทั้งลำตัว แขนขา ใบหน้า เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นตายคาที่ ตายในที่เกิดเหตุ โดยไม่มีใครได้เห็นเหตุการณ์ หรือมีใครเข้าไปช่วยเหลือแม้สักคนเดียว เวลานั้น ไม่มีผู้คนเดินผ่านสักคน

            ชิน สวมวิญญาณฆาตกรอย่างใจเย็น ค่อยๆ เดินกลับบ้านโดยไม่วิ่ง ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ และเขาก็ไม่ได้หนีไปไหน รุ่งเช้า ชิน ยังมาเล่าให้ผมฟังอีก ถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ผมมอง ชิน ในความรู้สึกที่แปลกไปมาก ชิน บอกผมว่า ต่อไปนี้นะ ถ้าเขาเจอใครที่ไม่พอใจ หรือ ขัดใจเขา เขาจะ แทง-แทง-แทง-แทง-แทง แทงทันทีอย่างไม่เลี้ยง ชิน พูดกับผมอย่างนี้ มันคล้ายๆ กับคนที่กำลังมีโรคทางจิต หรือ ควบคุมใจไม่ได้  จิตใจไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป ขนาดกับผม บางครั้งเขาอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่ตัวผมไม่อยากจะทำ เรียกว่าขัดใจกัน เขายังมองผมด้วยสายตาที่ขวางๆ คล้ายกับคนไม่พอใจ แต่พอเขานึกขึ้นมาได้ว่า ผมเป็นเพื่อนสนิทที่เขาไว้วางใจมากคนหนึ่ง เขาก็จะเบือนหน้าหนีทันที ผมมีความรู้สึกว่า ชักจะไปกันใหญ่แล้ว

            ผมอดเป็นห่วง ชิน ไม่ได้ ต้องนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พ่อ-แม่ชินทราบ พ่อ-แม่ชินบอกผมว่า รู้ตั้งแต่ตอน  ชิน เดินเข้าบ้านแล้ว เห็นมีเลือดเปลื้อนเสื้อผ้าเต็มตัวไปหมด พ่อ-แม่ชิน ก็กลัวเหมือนกัน บอกผมว่า เห็นทีต้องนำตัว ชิน ไปอยู่ต่างจังหวักสักพักหนึ่ง จะพาไปพักอาศัยอยู่กับบ้านญาติ ผมเห็นภาพชินอยู่ภาพหนึ่ง พอผมกำหนดจิตถามว่า ถ้าให้ ชิน บวชล่ะ ภาพสว่างจ้าทันที ผมจึงบอกกับคุณพ่อ ชิน ซึ่งผมเรียกท่านว่า คุณลุง  ผมบอก คุณลุง ว่า น่าจะให้ ชิน บวชนะ ถ้าบวชได้นานเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น คุณลุง ตอบผมว่า ไม่รู้ ชิน จะยอมบวชหรือเปล่า แต่ยังไงๆ ต้องพา ชิน ไปอยู่ต่างจังหวัดให้ได้เสียก่อน เรื่องบวชไว้คุยกันภายหลัง

           

            วันรุ่งขึ้น พ่อ-แม่ชินก็หลอกให้ ชิน ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน 3 พ่อ-แม่-ลูก ส่วนน้องและป้าก็ให้อยู่เฝ้าบ้านที่ กรุงเทพฯ แต่ก่อนผมก็ไม่รู้ว่า จังหวัดลพบุรี มันไกลมากน้อยแค่ไหน เพิ่งจะมารู้เอาตอนโต ผมมารู้ในภายหลังว่า ชิน ไปพักอาศัยกับญาติที่ จังหวัดลพบุรี ก่อนที่ ชิน จะออกเดินทาง ผมมีโอกาสเจอ ชิน  เป็นครั้งสุดท้าย ผมบอก ชิน ว่า ชินเพื่อนรัก ทำใจให้สบายๆ นะ อย่าไปคิดอะไรมาก ให้รักและเคารพพ่อแม่มากที่สุดเลยนะ เพราะว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิด

           

            ถ้าท่านผู้อ่านดูผิวเผินก็อาจจะคิดว่า ชิน ดูจิตใจจะโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า แต่สำหรับ ชิน กับตัวผมนั้น ชิน มีความรู้สึกที่ดีกับผมเสมอ เพราะตอนเด็กๆ ผมมักจะแบ่งขนมให้ ชิน รับประทาน ด้วยความเป็นเด็กก็มักจะอาศัยซึ่งกันและกัน ผมกับชิน คบกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน คบกันตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนเริ่มจะโตประมาณ 15-16 ปี

            คำพูดสุดท้ายที่ผมทำให้ ชิน เปลี่ยนพฤติกรรมจาก คนเกเร มากลายเป็น คนดี ได้ก็คือ คำพูดที่ว่า  พระผมบอกกับ ชิน ว่า ชิน ! สังเกตุบ้างหรือเปล่า คนบวชเป็นพระ แล้วนุ่งเหลืองห่มเหลืองน่ะ แม้แต่พ่อ-แม่ของเรา ยังต้องเข้ามากราบไหว้เลย นั่นเป็นเพราะ อานิสงค์ของผ้าเหลือง ที่บารมีของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่ไพศาลไปถึงนะ

            เพราะฉะนั้น ถ้าชินบวชได้นะ ก็จะมีคนให้ความเคารพนับถือ ให้ความเคารพทั่วไปหมด ชิน ได้ยินเช่นนั้น จึงได้ย้อนถามผมว่า จริงหรือเปล่าตุ้ย ผมเอ็กซเรย์รู้ใจ ชิน ทันทีว่า ตั้งแต่เล็กจนโต จนได้อายุประมาณ 15-16 ปี ชิน ยังไม่เคยมีใครมาชม มายกย่อง และมาให้เกียรติเขาเลยแม้สักคนเดียว เขาจึงมีความรู้สึกที่ดี เมื่อนึกถึงการบวช  คล้ายๆ กับคนที่กำลังมีปมด้อย

            แต่พอผมบอกว่า ถ้าบวชเป็นพระแล้ว จะมีแต่คนนับถือ มันทำให้จิตใจของ ชิน เกิดอาการพองโตทันที สีหน้า ชิน บ่งบอกว่าดีใจนิดๆ เหมือนได้พบแสงสว่างของชีวิตแล้ว ชิน ให้สัญญากับผมว่า  ตุ้ย ! ผมจะจดจำคำพูดของ ตุ้ย ไว้นะ จะไม่ลืมคำสอนคำตักเตือนของ ตุ้ย ทุกคำทุกประโยคเลย

            ผมจะต้องเข้าบวชให้ได้ ถึงแม้ว่าอายุของผมจะยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่ผมก็ยังสามารถบวชเป็นเณรได้ก่อนเหมือนกัน ชิน ปรารภกับผมเช่นนั้น ผมจึงบอกกับ ชิน ไปว่า ผมขออนุโมทนาล่วงหน้ามาด้วยนะ ชิน พยักหน้ารับคำ

 

            ต่อมา ผมทราบจากเพื่อนบ้านมาว่า ชิน หลังจากได้บวชเป็นเณรแล้ว เณรชิน ก็มีความพยายามอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่า เณรชิน จะถือศีลเพียงไม่กี่ข้อในฐานะเป็น เณร  แต่เณรชิน ก็มีความพยายามสำรวม  กาย-วาจา-ใจจะไม่ฝ่าฝืนกฏ แล้วมาปลงอาบัติในภายหลัง จนกระทั่ง

            เณรชิน ได้บวชเป็นพระ เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ผมนึกถึงคำพูดของ พระชิน ที่เคยพูดกับผมก่อนจะบวชเป็นเณร และ บวชเป็นพระในเวลาต่อมาว่า ถ้าเป็นไปได้ ท่านจะบวชไม่สึกเลย เพื่อเป็นการไถ่บาปที่เขาไปฆ่าเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นด้วยเหล็กขูดช้าป เพียงแค่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง ที่ใช้ให้เขาไปส่ง ยาเสพติด แค่นั้นเอง ชิน พูดก่อนบวชเหมือนจะสำนึกผิด หรือ สำนึกในบาปที่กระทำ ยังไงยังงั้น

           

            แต่ตอนนี้ ชิน ได้กลายเป็น พระชิน ไปแล้ว พวกเราทุกคนต้องให้ความเคารพ เพราะพระสงฆ์ก็เปรียบเสมือนองค์แทนของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถือเป็นธงชัยพระอรหันต์

            ครั้งหนึ่งตอนที่ พระชิน ได้กลับมาเยี่ยมบ้านพ่อ-แม่ของท่าน ผมเองก็ได้เรียนจบจาก โรงเรียนนายสิบทหารบก มียศเป็น สิบโท ได้คลาดกันกับ พระชิน ไม่ได้เจอกัน แต่ผมรู้จากปากคำของพ่อ-แม่พระชินว่า  พระชิน ตั้งใจจะบวชไม่ศึกแล้ว เรียกว่าคงซึ้งในรสพระธรรม อีกทั้งก็เป็นไปตามที่ผมเคยบอกไว้ทุกอย่างว่า  บวชเป็นพระแล้วจะมีแต่คนกราบไหว้บูชา ให้ความเคารพนับถือ พระชิน ก็คงได้ประสบเช่นนั้น จึงตั้งใจบวช เพื่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้คนที่กราบไหว้บูชา ได้รับอานิสงค์ผลบุญเป็นอย่างสูงและเต็มที่

           

            ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ ผมมานึกย้อนหลังว่า คนเราเกิดมานั้น ถ้าไม่รู้จักบุญรู้จักบาป ปฏิบัติตนด้วยการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ถ้าได้รับการตักเตือน เกิดมีสติขึ้นมา แล้วสำนึกในบาปที่ตนเองเคยสร้างเคยก่อ ก็คงจะยังให้อภัยกันได้

            เหมือนกับเรื่องที่กำลังเล่าอยู่นี้ โชคดีที่เมืองไทยยังมี พระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ  ทำให้ พระชิน เกิดการกลับตัวกลับใจไปในสิ่งที่ดีได้ ประโยคที่ผมพูดกับ พระชิน ผมพูดจากใจ ไม่ได้พูดหลอก ไม่ได้พูดโกหก ผมพูดจากความรู้สึก เพราะภาพที่ผมมองเห็นเมื่อพูดถึง บวชพระ ภาพมันสว่างจ้า เป็นภาพสว่างมากๆ เลย ผมจึงต้องแนะนำไปอย่างนั้น แต่ตรงกันข้าม ถ้าท่านยังเป็นฆารวาส ภาพออกมาเป็นภาพ  ขาว-เทา-ดำ.....ขาว-เทา-ดำ.....ขาว-เทา-ดำคือ มันมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน อยู่ในตัวคนเดียวกัน  ส่วนจะมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ก็ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ในเวลานั้นๆ

 

            ความจริง พระชิน ก่อนที่จะบวช หรือ เข้าสู่ ผ้ากาสาวพัสตร์นั้น ก็มิใช่ว่า พระชิน จะเลวร้ายไปเสียทุกเรื่อง เพียงแต่นิสัยของท่าน เป็นคนไม่ยอมคนเท่านั้น ถึงท่านจะตัวเล็ก แต่ก็ใจใหญ่ มีนิสัยชอบช่วยเหลือคนเหมือนกัน แต่ตอนหลังเมื่อท่านไปคบกับคนค้ายาเสพติด ทุกอย่างก็เลยกลายเป็นเลวร้ายไปหมด แต่เมื่อท่านกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีได้ ทุกอย่างจึงควรให้อภัย และ น่ายกย่องอย่างยิ่ง  ตอนหลังผมได้ข่าวว่า พระชิน มีโอกาสช่วยเหลือกิจการของสงฆ์ได้เป็นอย่างดี และ ในฐานะที่ท่านได้บวชมานาน ท่านก็ได้รับตราตั้งระดับ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสมีหน้าที่ช่วยกิจกรรมของสงฆ์ทุกอย่าง จึงถือว่า ท่านได้มีโอกาสสร้างกุศล และ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพอสมควร เรื่องของ พระชิน ก็คงจบลงเพียงเท่านี้ครับ.

 

-ณัชพล เทพนิมิต-

 

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 

 

 

 

 
ผู้ชม
วันนี้ 15
เมื่อวาน 71
ทั้งหมด 24,365,291
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 23
เมื่อวาน 123
ทั้งหมด 41,602,553

www.kontatiptv.com  © 2018 All rights reserved.

 
เว็บสำเร็จรูป
×